หน่วยที่ 1 ความสำคัญและประเภทของการเลี้ยงปลา

แผนการจัดการเรียนรู้ประจำหน่วยที่ 1

ชุดวิชา                  การเลี้ยงปลา

หน่วยที่ 1             ความสำคัญและประเภทของการเลี้ยงปลา

จุดประสงค์ทั่วไป (จุดประสงค์ปลายทาง)

           เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจและมีเจตคติที่ดีเกี่ยวกับความสำคัญของการเลี้ยงปลาและลักษณะการเลี้ยงปลาแบบต่างๆ

 

1.  ความสำคัญของการเลี้ยงปลา

           สัตว์น้ำโดยเฉพาะปลาเป็นอาหารโปรตีนที่ให้คุณค่าทางโภชนาการที่ดี  ราคาถูก ในกลุ่มประเทศแถบเอเชียโดยเฉพาะประเทศไทย    ปลาเป็นอาหารคู่กับข้าวมาตั้งแต่บรรพบุรุษจนถึงปัจจุบัน    จนมีคำพังเพยกล่าวจนติดปากคนไทยว่า ในน้ำมีปลาในนามีข้าว ซึ่งแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนแผ่นดิน ไทย     ในบรรดาอาหารโปรตีนของโลก           สัตว์น้ำจัดว่าเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่สำคัญแหล่งหนึ่งประมาณ  ว่าโปรตีนจากสัตว์ที่มนุษย์เราได้รับ   มีมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์เป็นโปรตีนจากเนื้อปลา ซึ่งเราได้รับทั้งทางตรงและทางอ้อม   สัตว์น้ำจัดเป็นแหล่งโปรตีนที่มีราคาถูกกว่าเนื้อสัตว์ประเภทอื่นๆ ทั้งยัง เป็นอาหารที่ย่อยง่าย  มีรสชาติดีสามารถนำมาปรุงอาหารได้หลายชนิด  

           แต่เนื่องจากจำนวนประชากรโลก   ความเจริญของบ้านเมือง    และการวิวัฒนาการของเครื่องมือจับสัตว์น้ำเป็นไปโดยรวดเร็วเกินกว่าธรรมชาติจะปรับตัวได้ทัน    มีการเปลี่ยนวิธีการจับสัตว์น้ำจากวิธี การง่ายๆมาใช้เครื่องมือที่ทันสมัย    จับได้มากขึ้นเกินกว่าศักยภาพการผลิตของแหล่งน้ำ   ทำให้ปริมาณของสัตว์น้ำตามธรรมชาติมีปริมาณลดลงและหากเราไม่รู้จักการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างถูกวิธีใน ไม่ช้าก็จะไม่เหลือสัตว์น้ำในธรรมชาติให้เราได้ใช้ประโยชน์อีกต่อไป

           นอกจากนี้แหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ    เสื่อมโทรม    สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป    การเกิดสภาวะแวดล้อมเป็นพิษเนื่องจากการทิ้งสิ่งปฏิกูลต่างๆลงใน    แม่น้ำ    ลำคลอง    เศษเหลือจากโรงงานอุตสาหกรรม  เช่น  โรงงานน้ำตาล   โรงงานสุรา   โรงงานสับปะรดกระป๋อง   โรงงานอุตสาหกรรมเคมี โรงงานแบตเตอรี่   โรงงานเหล่านี้จะปล่อยสิ่งที่เหลือใช้ลงสู่     แม่น้ำ    ลำคลอง      รวมทั้งสารเคมีและโลหะหนัก     ซึ่งจะเป็นพิษต่อปลาโดยตรง     การทำการเกษตรโดยใช้สารเคมีต่างๆเช่น      ยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืช    เมื่อฝนตกก็จะชะล้างเอาตัวยาต่างๆลงสู่แม่น้ำลำคลอง   ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ โดยตรง  การพัฒนาประเทศโดยการสร้างเขื่อน  ถนนหนทาง   เป็นการกีดขวางการเดินทางของสัตว์น้ำ เพื่อไปวางไข่ การตัดไม้ทำลายป่าทำให้เกิดการพังทลายของดินและทำให้แหล่งน้ำตื้นเขิน การใช้ยาเบื่อ การใช้กระแสไฟฟ้า วัตถุระเบิด จับสัตว์น้ำ การจับสัตว์น้ำในฤดูวางไข่ ก็เป็นการทำลายพันธุ์สัตว์น้ำ การขยายเขตเศรษฐกิจจำเพาะ200ไมล์ทะเล(Exclusive Economic Zone)ของรัฐชายฝั่ง ตามอนุสัญญาองค์การสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลฉบับใหม่ ทำให้แหล่งทำการประมงของชาวประมงไทยลดลง  นอกจากนั้นแล้วในปัจจุบันราคาน้ำมันเชื้อเพลิงยังเพิ่มสูงขึ้นทำให้การออกไปจับสัตว์น้ำในทะเลไม่คุ้มกับการลงทุน   

            จากสาเหตุต่างๆจึงสามารถสรุปถึงความสำคัญของการเลี้ยงปลาได้ดังนี้

           1.1  ใช้เป็นอาหาร

                ปลาเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารครบสมบูรณ์ สามารถย่อยง่าย เนื้อปลา  1.5-1.8  กิโลกรัม สามารถเปลี่ยนเป็นเนื้อได้  1 กิโลกรัม ขณะที่เนื้อไก่ใช้ 2.5 กิโลกรัม    เนื้อหมู  4  กิโลกรัม      เนื้อวัว 8 กิโลกรัม สัตว์น้ำยังสามารถเลี้ยงและหาได้ง่าย   

           1.2  สัตว์น้ำเป็นสินค้าทำรายได้และเป็นอาชีพ

           1.3  เพื่อการพักผ่อน  การท่องเที่ยว  ตกแต่งบริเวณอาคารสถานที่

           1.4  ช่วยบำรุงสุขภาพให้ดีขึ้น

           1.5  ช่วยกำจัดเศษอาหาร แมลง และวัชพืชน้ำ

           1.6  เป็นตัวอย่างในการศึกษา

2.  สถานการณ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ            

                ผลผลิตจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของโลกตั้งแต่ปี ค.. 1991-2000    มีอัตราการเพิ่มขึ้นโดยในปี 2000 มีผลผลิตทั้งโลกประมาณ 40 กว่าล้านตัน        ประมาณว่า 90 % ได้จากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจาก ประเทศในเอเชีย จึงเห็นได้ว่าการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในเขตเอเชียมีความสำคัญอย่างมาก ในปัจจุบันและอนาคต

                จากการรายงานของกลุ่มวิจัยและวิเคราะห์สถิติการประมง (2548)         ผลผลิตการประมงของประเทศไทยตั้งแต่ปี 2542  ถึง 2548  จากการจับจากน้ำจืดและน้ำเค็มมีแนวโน้มคงที่และลดลงในบางปี แต่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดและชายฝั่งเพิ่มขึ้นทุกปี           โดยในปี  2548  มีปริมาณผลผลิตทั้งสิ้นประมาณ  4.118,500  ตัน  เป็นการจับจากทะเล  2,615,600 ตัน จับจากน้ำจืด 198,800 ตัน  จากการเพาะเลี้ยงชายฝั่ง 764,700  ตัน  โดย เป็นการเลี้ยงกุ้งทะเล 401,300 ตัน หอย 346,600 ตัน ปลา 16,800 ตัน   จากการเพาะเลี้ยงน้ำจืด  539,400 ตัน เป็นการเลี้ยงปลานิล 203,700 ตัน   ปลาไน 5,000 ตัน  ปลาช่อนช่อน12,300  ตันปลาดุก 142,200 ตัน  ปลาตะเพียน 60,600 ตัน    ปลาสลิด 35900 ตัน   ปลาสวาย 27300 ตัน  ปลาอื่นๆ 19300 ตัน    กุ้งก้ามกราม 28700 ตัน  และอื่น ๆ 4400 ตัน            เมื่อพิจารณาแยกตามภูมิภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด  ภาคเหนือให้ผลผลิตสูงสุด 156,220 ตัน รองลงมาได้แก่ ภาคเหนือ  51,016 ตัน   ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  47,929 ตัน   และภาคใต้   15,847 ตัน  ส่วนประเภทของผลผลิตการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ที่นิยมเพาะเลี้ยงมากได้แก่    การเลี้ยงในบ่อดิน 90.48%    ที่เหลือเป็นการเลี้ยงในนาข้าว 7 %   ในร่องสวน 1.4 % และในกระชัง 1.13 % ตามลำดับ  ส่วนมูลค่าการประมงในปี 2548  มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 141025.9  ล้านบาท ได้จากการ จับจากทะเล  63222.7  ล้านบาท  จับจากน้ำจืด  7852.8 ล้านบาท เพาะเลี้ยงชายฝั่ง  49784.9 ล้านบาท จากเพาะเลี้ยงน้ำจืด 20162.5 ล้านบาท 

           ส่วนข้อมูลสถิติการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยจากภาคเอกชน ปี 2547 มีดังนี้ ปลานิล 180,000 ตัน, ปลาดุก 95,000 ตัน, ปลาตะเพียน 44,000 ตัน, ปลาสลิด 25,000 ตัน, ปลาสวาย 20,000 ตัน, กุ้งก้ามกราม 18,000 ตัน, ปลาช่อน 5,500 ตัน, ปลาไน 5,000 ตัน

           ปีพ.ศ. 2540 การประมงเป็นแหล่งประกอบอาชีพของประชากรไทยประมาณ 264,500 ครัวเรือน โดยประกอบอาชีพการประมงทะเล   53,313   ครัวเรือน      อาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง    30,389 ครัวเรือน   อาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด 140,000 ครัวเรือน  ผู้ประกอบอาชีพลูกจ้างทำการประมงและทำการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง   28,934  ครัวเรือน    ผู้ค้าส่งสัตว์น้ำ  2,510  ครัวเรือน   ยิ่งไปกว่านั้นการประมงยังเป็นอาชีพเสริมของชาวนาที่อยู่ในที่ราบลุ่มใกล้แหล่งน้ำทุกครัวเรือน

           การค้าสินค้าสัตว์น้ำ  แบ่งเป็นการค้าภายในประเทศ และการค้าต่างประเทศ โดยในปีพ.ศ.2546 การค้าภายในประเทศมีเงินทุนหมุนเวียนจำนวน 78,466.7 ล้านบาท และการค้าต่างประเทศมีเงินทุนหมุนเวียนประมาณ100,000 ล้านบาท(จำลอง,2546)

           ปัจจุบันประเทศไทยกำลังประสบปัญหาที่ว่า      ขนาดของฟาร์มส่วนมากมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆเนื่องจากที่ดินถูกนำไปใช้ในการทำประโยชน์อย่างอื่น   นอกจากนี้ยังขาดประสิทธิภาพในการประกอบ การ ทำให้ผลผลิตที่ได้จากการเพาะเลี้ยงยังไม่มากเท่าที่ควร            ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการปรับปรุงรูปแบบการผลิตและการจัดการ   โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดีขึ้น  ในการที่จะเนินการให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้นั้น           เกษตรกรจึงมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาความสามารถในด้านการจัดการ    การยอมรับนำวิทยาการสมัยใหม่มาใช้  และการรวมตัวเป็นสหกรณ์การเกษตร  เป็นต้น

           จะเห็นได้ว่าบทบาทจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ นับวันจะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นกว่าการจับจากธรรมชาติทั้งในระดับโลก ภูมิภาคและระดับประเทศ และมีศักยภาพสูงที่จะสามารถเพิ่มผลผลิตอาหารที่มีคุณภาพทดแทนจากการจับจากธรรมชาติได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาให้ความสนใจและสนับสนุนมากยิ่งขึ้นต่อไป

 

3.  พระผู้ทรงบุกเบิกการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของประเทศไทย

                พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้านการประมง นับว่าเป็นการวางรากฐานสำคัญในการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไทย   และอำนวยประโยชน์ต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในทุกภูมิภาคของประเทศ  ในปี 2492 หน่วยงานกรมประมงที่รัฐปีนังได้มอบปลาหมอเทศให้กรมประมงไทย เนื่องจากเลี้ยงง่าย โตเร็ว ทนโรคขยายพันธุ์ได้เร็ว จึงรับสั่งให้นำมาเลี้ยงที่พระที่นั่งอัมพรสถานในปี 2494 หลังจากนั้นในปี   2496  ได้พระราชทานให้กำนันและผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศนำ ไปเลี้ยง เป็นการวางรากฐานการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

                ปี 2508 มงกุฏราชกุมารแห่งญี่ปุ่น  ได้ถวายพันธุ์ปลานิลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีคุณสมบัติแพร่พันธุ์ง่าย โตเร็ว ทนทานต่อสภาวะแวดล้อมได้ดี ปลานิลมีแหล่งกำเนิดจากลุ่มแม่น้ำไนล์แถบทวีปแอฟริกาตอนเหนือ ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Oreochromis niloticus มีชื่อสามัญ (Common name) ว่า Nile Tilapia   ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงนำมาเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ในบ่อปลาภายในพระราชวังจิตรลดา จนสามารถเพาะขยายพันธุ์ได้มากมาย และพระราชทานนามว่า ปลานิลซึ่งคำว่า นิล ก็มาจาก Nile นั่นเอง               และทรงมีพระปรีชาสามารถมากที่ทรงนำความคล้ายของสีปลากับอัญญมณีที่ชื่อว่า นิล มาพ้องคล้องจองกับชื่อสามัญในภาษาอังกฤษ Nile หลังจากทรงแน่พระทัยและทดลองแล้วว่าปลานิลชนิดนี้สามารถปรับตัวเข้ากับสภาวะ   แวดล้อมในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี อีกทั้งแพร่พันธุ์ได้ง่าย โตเร็ว และที่สำคัญคือ ไม่เป็นตัวการเข้ามาทำลายระบบนิเวศน์วิทยา    เหมือนสัตว์หรือพืชต่างถิ่นบางชนิด  จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมประมงนำปลานิลออกไปเพาะขยายพันธุ์ และแจกจ่ายไปตามแหล่งน้ำต่าง ๆ ทั่วประเทศ    เป็นแหล่งอาหารโปรตีนราคาถูกที่สำคัญของประชาชนคนไทยทั่วประเทศ จนพันธุ์ปลานิลแพร่หลายอย่างมากในแหล่งน้ำจืดทั่วประเทศทั้งแหล่งน้ำธรรมชาติและจากการเพาะเลี้ยง หลังจากที่ปลานิลได้รับความนิยมและแพร่พันธุ์ได้ง่ายในแหล่งน้ำ      ทำให้สายพันธุ์แท้เดิมคือ สายพันธุ์ปลานิลจิตรลดา     เกิดการกลายพันธุ์ ทำให้ลักษณะที่ดี เช่น เจริญ  เติบโตได้ดี รูปร่างสีสันดี  อัตราส่วนเนื้อต่อน้ำหนักตัวดี ราคาดี สูญเสียไป พระองค์จึงพระราชทานแนวทางให้กับกรมประมงและเอกชน (บริษัทเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด)    ให้หาแนวทางดำเนินการปรับปรุงพันธุ์ปลานิลให้มีลักษณะที่ดี นิยมบริโภคและราคาดี กลับคืนมา กรมประมงและเอกชนจึงสนองพระราชดำริและได้ดำเนินการคัดเลือกพันธุ์ ผสมข้ามสายพันธุ์ปลานิล จนกระทั่งได้สายพันธุ์ปลานิลจิตรลดา 2, 3 และสายพันธุ์ปลานิลทับทิม ซึ่งทรงพระราชทานชื่อให้สายพันธุ์ดังกล่าวได้รับความนิยม          แนวทางดังกล่าวส่งผลดีอย่างยิ่งต่อการพัฒนาปลานิล จนปัจจุบัน                ผลผลิตปลานิลสามารถผลิตได้ต่อปีประมาณ 80,000 ตัน (2546) ปริมาณ 40 % ของผลผลิตปลาน้ำจืดจากการเพาะเลี้ยงทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าประมาณ  2 พันกว่าล้านบาท  นอกจากนี้แนวทางระบบการเพาะเลี้ยงปลานิลสามารถนำมาเป็นแบบอย่างหลักการในการพัฒนาเพาะพันธุ์สัตว์น้ำชนิดต่าง ๆ

4.  ลักษณะของการเลี้ยงปลาแบบต่างๆ

           การเลี้ยงปลาในปัจจุบัน โดยทั่วไปสามารถแบ่งออกตามลักษณะต่างๆ ได้ 3 ลักษณะคือ แบ่งตามลักษณะการให้อาหาร แบ่งตามลักษณะการจัดการและแบ่งตามลักษณะสถานที่เลี้ยง(ศักดิ์ชัย,2536)

           2.1  แบ่งตามลักษณะการให้อาหาร       สามารถแบ่งได้ 4 ประเภท

                 2.1.1  การเลี้ยงแบบธรรมชาติ (Extensive)

                 2.1.2  การเลี้ยงปลาแบบกึ่งเข้มข้น (Semi – intensive)

                 2.1.3  การเลี้ยงปลาแบบเข้มข้น (Intensive)

                 2.1.4  การเลี้ยงแบบเข้มข้นมาก (Super  Intensive)

           2.2  แบ่งตามลักษณะการจัดการ  สามารถแบ่งได้ เป็น 3 ประเภท ใหญ่ๆ คือ

                 2.2.1  การเลี้ยงปลาชนิดเดียว(Monoculture) คือการเลี้ยงปลาชนิดเดียวในหนึ่งบ่อ    สามารถแบ่งย่อยได้หลายรูปแบบ   เช่น

                          2.2.1.1  Mono-size  stocking  คือการเลี้ยงปลาชนิดเดียว  ขนาดเดียวภายในบ่อ     เช่น การเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย

                          2.2.1.2  Multi-stage  stocking เป็นการเลี้ยงปลาชนิดเดียวแต่มีการเปลี่ยนบ่อตามขนาดของปลา เช่น  การเลี้ยงปลาช่อน

                          2.2.1.3  Multi- size  stocking  คือการเลี้ยงปลาชนิดเดียว   แต่ปล่อยปลาหลายขนาดในบ่อเดียวกัน เช่นการเลี้ยงปลาตะเพียนขาว

                          2.2.1.4  Mono-sex stocking  คือการเลี้ยงปลาชนิดเดียว เพศเดียว  เช่น การเลี้ยงปลานิลเพศผู้เพียงอย่างเดียว

                 2.2.2  การเลี้ยงปลาหลายชนิดรวมกัน (Polyculture)   เป็นการเลี้ยงปลามากกว่าหนึ่งชนิดในหนึ่งบ่อ  ส่วนใหญ่การเลี้ยงปลาแบบนี้มักใช้กับปลากินพืช   เพราะจะไม่มีปัญหาการกินกันเอง  แต่ในบางกรณีจะเลี้ยงปลากินพืชร่วมกับปลากินเนื้อ     โดยให้ปลากินเนื้อเป็นตัวควบคุมปริมาณปลาในบ่อ  การเลี้ยงปลาหลายชนิดร่วมกันสามารถแบ่งย่อยได้หลายรูปแบบ   เช่น

                          2.2.2.1  การเลี้ยงปลากินพืชหลายชนิดรวมกัน  เป็นการเลี้ยงปลาที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ปลาใช้อาหารธรรมชาติที่มีอยู่ในบ่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด    โดยมีหลักการว่า ปลาที่นำมาเลี้ยงรวมกันจะต้องมีนิสัยการกินอาหารต่างกัน      เช่น การเลี้ยงปลานิล ปลาซ่ง ปลาตะเพียนขาว ปลายี่สกเทศ และปลานวลจันทร์เทศ    ในบ่อขนาด 2 ไร่        โดยปล่อยปลาในอัตรา 40% , 10% , 10% ,20%   และ 20%  ตามลำดับ ใส่ปุ๋ยคอกในอัตรา 100 .. / ไร่ / 2 สัปดาห์ให้อาหารสมทบ คือปลายข้าว และรำ วันละ 2% ของน้ำหนักปลา ใช้เวลาเลี้ยง 10 เดือน ได้ผลผลิตเฉลี่ย 327.25 กิโลกรัม / ไร่(ศักดิ์ชัย, 2536)

                          2.2.2.2  การเลี้ยงปลากินพืชรวมกับปลากินเนื้อ    การเลี้ยงปลาแบบนี้มีจุดมุ่งหมายผลิตปลาไม่กินเนื้อเป็นหลัก   ส่วนปลากินเนื้อเป็นผลผลิตรอง  ตัวอย่างการเลี้ยงปลาไม่กินเนื้อเป็นหลัก เช่น การเลี้ยงปลาตะเพียนขาว  ปลาซ่ง   ปลาเล่ง    ปลาเฉา รวมกับปลาสลาด และปลากราย   โดยปล่อยปลากินพืชพร้อมกันเมื่อเลี้ยงปลาเหล่านี้จนมีขนาดที่ปลาสลาดและปลากราย ไม่สามารถกินได้       จึงปล่อยปลาสลาดและปลากราย     โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ปลาสลาดและปลากราย กินปลาขนาดเล็ก  กุ้งฝอย และสัตว์น้ำอื่นๆ  ที่หลงเหลือหรือหลุดรอดเข้าไปในบ่อเลี้ยง

                          2.2.2.3  การเลี้ยงปลากินพืชที่มีลูกดกรวมกับปลากินเนื้อ     สามารถแบ่งตามดมุ่งหมายของการผลิต ได้เป็น 2 อย่างคือ

                                      1) ต้องการปรับปรุงคุณภาพของปลากินพืชที่มีลูกดก ตัวอย่าง เช่น การเลี้ยงปลาตะเพียนขาว 1,000 – 1,500 ตัว ปลานิล 800 ตัว ปลาไน 300 ตัว ปลายี่สกเทศ 100 ตัว ปลาช่อน 5-10 ตัว ในบ่อขนาด 1 ไร่ การปล่อยปลาช่อนจะปล่อยหลังจากที่ปลานิลออกลูกเพื่อควบคุมไม่ให้ปลานิลมีลูกมากเกินไป ให้อาหารสมทบประเภทปลายข้าว รำ กากถั่ว ปลาป่น ฯลฯ

                                      2) ต้องการลูกของปลากินพืชเป็นอาหารของปลากินเนื้อ        การเลี้ยงแบบนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะผลิตปลากินเนื้อเป็นหลัก      โดยใช้ลูกของปลาไม่กินเนื้อเป็นอาหาร เช่น การเลี้ยงปลาช่อน รวมกับปลานิล, ปลาบู่ กับปลานิล , ปลาหมอไทย กับปลานิล

                 2.2.3  การเลี้ยงปลาแบบผสมผสาน (Integrated  fish  farming  System) คือ การเลี้ยงปลารวมกับการทำการเกษตรอื่นๆ เช่น เลี้ยงปลาร่วมกับเลี้ยงสัตว์ หรือปลูกพืช   ภาณุ (2545) กล่าวว่า มีหลักการดำเนินงานโดยเน้นให้มีความหลากหลายของกิจกรรมการผลิต  เพื่อลดความเสี่ยงต่อผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากความผันแปรของสภาวะราคามีความไม่แน่นอน(ภาพที่ 1.10) สามารถแบ่งได้หลายประเภทเช่น

                          2.2.3.1 การผสมผสานโดยยึดการปลูกพืชเป็นหลัก  เช่น  การเลี้ยงปลาในนาข้าว     การเลี้ยงปลาในร่องหรือคูของสวน

                          2.2.3.2  การผสมผสานโดยยึดการเลี้ยงสัตว์เป็นหลัก       ได้แก่การเลี้ยงปลาร่วมกับการเลี้ยงสัตว์ต่างๆและปลูกพืช โดยมุ่งหวังผลผลิตของปลาที่ได้รับเป็นผลพลอยได้จากอาหารของสัตว์เลี้ยงที่ตกหล่น  และมูลของสัตว์เลี้ยง

                          2.2.3.3 การผสมผสานโดยยึดการเลี้ยงปลาเป็นหลัก ได้แก่การเลี้ยงปลาร่วมกับการเลี้ยง สัตว์อื่นๆ และปลูกพืช        โดยมุ่งหวังจะใช้มูลของสัตว์เลี้ยงและของเสียจากการเลี้ยงสัตว์มาทำให้เกิดประโยชน์ต่อการผลิตปลามากที่สุด   อาจมีการให้อาหารสมทบ   ถ่ายเทน้ำในบ่อเลี้ยงเมื่อจำเป็น

           2.3  แบ่งตามลักษณะของสถานที่เลี้ยง     สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ

                 2.3.1  การเลี้ยงปลาในบ่อ  คือการเลี้ยงปลาในสถานที่ที่ปรับแต่งโดยการขุด หรือวิธีอื่นใดที่ทำให้สถานที่นั้นสามารถใช้เก็บกักน้ำได้   รูปร่าง   ขนาด   ความลึก   ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ในการเลี้ยง สามารถแบ่งย่อยได้เป็น

                          2.3.1.1  การเลี้ยงปลาในบ่อดิน     บ่อดินเป็นบ่อที่ขุดสร้างขึ้นโดยใช้ดินเป็นพื้นก้นบ่อ และคันบ่อ  ใช้ในการเลี้ยงและอนุบาล  ปลาที่นิยมเลี้ยงในบ่อดินมีหลายชนิดทั้งปลากินเนื้อ ปลากินพืชมีวิธีการดำเนินการหลายรูปแบบ เช่น  การเลี้ยงปลาชนิดเดียว , การเลี้ยงปลาหลายชนิดรวมกัน การเลี้ยงปลาในร่องสวน การเลี้ยงปลาในนาข้าว การเลี้ยงปลาแบบผสมผสาน ฯลฯการเลี้ยงปลาในบ่อดินมีข้อดีคือ มีอาหารธรรมชาติช่วยลดต้นทุน ปลาโตเร็ว  แต่มีข้อเสียคือ    บริเวณที่สร้างต้องเป็นดินเหนียวหรือดินที่เก็บกักน้ำได้    pH ของดินและน้ำควรมีค่าอยู่ระหว่าง  6.5-8.5    ต้องหมั่นกำจัดวัชพืช   ควรอยู่ใกล้แหล่งน้ำเพื่อเปลี่ยนถ่ายน้ำได้สะดวก 

                          2.3.1.2  การเลี้ยงปลาในบ่อคอนกรีต       บ่อคอนกรีตเป็นบ่อที่สร้างขึ้นโดยใช้อิฐหรือเหล็กเป็นโครงร่าง ฉาบ หรือหล่อด้วยซีเมนต์    โดยทั่วไปใช้เป็นบ่อฟักไข่ บ่ออนุบาล หรือบ่อเลี้ยงปลาบางชนิด เช่น ปลากดุก ปลาคาร์ฟ(ภาพที่ 1.12) เป็นต้น การเลี้ยงปลาในบ่อคอนกรีตเป็นวิธีการเลี้ยงปลาโดยให้น้ำไหลผ่านตลอดเวลาข้อดี คือสามารถดูแลและสังเกตความผิดปกติของปลาได้ ชนิดของปลาที่เลี้ยงในบ่อคอนกรีต  ควรเป็นปลาที่มีราคาดี เจริญเติบโตรวดเร็ว ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี   เช่นอยู่กันอย่างหนาแน่น  ทนอยู่ในน้ำที่มีปริมาณออกซิเจนต่ำ หรือไม่ออกซิเจนได้นาน

                 2.3.2  การเลี้ยงปลาในกระชัง  คือการเลี้ยงปลาในภาชนะที่ทำขึ้นเป็นรูปร่าง และขนาดจำกัดแขวนลอยในแหล่งน้ำ  โดยส่วนของก้นภาชนะอยู่เหนือผิวดิน  ตัวกระชังถูกยึดไม่ให้เคลื่อนที่ กระชังมีขนาดแตกต่างกันไปตามชนิดและขนาดของปลาที่เลี้ยง       มีขนาดตั้งแต่ กว้าง 1 เมตร ยาว 2 เมตร   ลึก 1 เมตร   จนถึงขนาดกว้าง 5 เมตร ยาว 8 เมตร ลึก 2 เมตร การเลี้ยงปลาในกระชังสามารถดำเนินการได้ในแหล่งน้ำทั่วไป เช่น แม่น้ำ ลำคลอง อ่างเก็บน้ำ   คลองส่งน้ำ ทะเลสาบ    การเลี้ยงปลาในกระชังเป็นการช่วยลดการแย่งที่ดินบนบก  กระชังสามารถที่จะโยกย้ายได้ง่าย ปลาที่เลี้ยงในกระชังเจริญเติบโตเร็วและอยู่ได้หนาแน่น  เนื่องจากมีน้ำไหลถ่ายเทอยู่ตลอดเวลา    ไม่ขาดแคลนก๊าซออกซิเจน   สามารถลดระยะเวลาการเลี้ยงให้สั้นเข้า  การจับก็ง่าย  ปลามีขนาดไม่แตกต่างกันและการลงทุนต่ำกว่าการเลี้ยงปลาด้วยวิธีอื่นๆแต่มีข้อจำกัดคือน้ำต้องมีคุณภาพดี  ห่างไกลโรงงานหรือแหล่งกำเนิดน้ำเสีย  แหล่งน้ำควรมีความลึกพอสมควร  ต้องระมัดระวังโรคระบาดปลา  ต้องไม่วางกระชังกีดขวางการสัญจรทางน้ำ     ต้องหมั่นดูแลทำความสะอาดกระชังให้น้ำถ่ายเทได้สะดวก   ปัจจุบันจังหวัดนครสวรรค์    เป็นแหล่งที่มีการเลี้ยงปลาในกระชังมากที่สุด    ส่วนจังหวัดอื่นๆ ได้แก่อยุธยา อุทัยธานี ลพบุรี สุพรรณบุรี ภูเก็ต สงขลา สตูล ฯลฯ ปลาที่นิยมเลี้ยงในกระชัง ได้แก่ ปลาสวาย บู่ทราย ชะโด แรด  กะพงขาว  กะรัง ฯลฯ

                          2.3.2.1 ปัจจัยที่ควรพิจารณาในการเลือกสถานที่เลี้ยงปลาในกระชัง

                                      1) คุณภาพน้ำและปริมาณน้ำ  สถานที่เลี้ยงปลาในกระชัง  ควรอยู่ในบริเวณที่มีน้ำซึ่งมีคุณภาพเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของปลา  เช่น  มีปริมาณออกซิเจนละลายน้ำสูง  ไม่ควรอยู่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยน้ำทิ้งสารเคมีที่เป็นพิษต่อปลา  หรือน้ำร้อนลงสู่แหล่งน้ำ  ปริมาณน้ำมีเพียงพอ  ตลอดระยะเวลาการเลี้ยงปลา  มีกระแสน้ำขึ้น-ลง

                                      2) สามารถหาพันธุ์ปลาและอาหารได้ง่าย

                                      3)ไม่ขัดต่อกฎหมายการประมงและสัญจรทางน้ำ

                                      4) มีแหล่งรับซื้อปลาที่ผลิตได้

                                      5) การคมนาคมสะดวก

                          2.3.2.2  ชนิดของกระชังที่นิยมใช้ในประเทศไทย ได้แก่

                                      1) กระชังไม้  โครงร่างและตัวกระชังประกอบขึ้นด้วยไม้ทั้งหมด     ไม้ที่ใช้อาจเป็นไม้เนื้อแข็งหรือไม้ไผ่ก็ได้แล้วแต่ผู้ใช้ ถ้าเป็นกระชังที่ทำด้วยไม้ไผ่ โดยทั่วไปมีขนาด 2x5x1.5 เมตร อายุการใช้งานประมาณ 1-1 ½  ปี      กระชังไม้เนื้อแข็งขนาดที่นิยมใช้มี 3 ขนาด ได้แก่ 2.5x8x1.5 เมตร   ขนาด 2.5x5x1.5 เมตร และขนาด 2.5x3x1.5 เมตร   อายุการใช้งานไม่ต่ำกว่า 5 ปี    กระชังไม้นิยมติดตั้งให้ลอยน้ำ โดยใช้ทุ่นลอย เช่น แพลูกบวบ ถังน้ำมัน โฟม 

                                      2) กระชังอวน เป็นกระชังที่ทำด้วยเนื้ออวนไนลอนหรือโพลีเอททีลีน ส่วนมากเป็นเนื้ออวนไม่มีปม ขนาดตาอวนที่ใช้ส่วนมากมี 3 ขนาดคือ

                                         ¼   นิ้ว                          ใช้เลี้ยงปลาขนาด 1 นิ้วขึ้นไป

                                         ½   นิ้ว                            ใช้เลี้ยงปลาขนาด 6-8 นิ้ว

                                         1-1½  นิ้ว       ใช้เลี้ยงปลาขนาด 10 นิ้วขึ้นไป

ประเทศไทยนิยมใช้เลี้ยงปลาน้ำกร่อยบริเวณชายฝั่งทะเล อายุการใช้งานประมาณ 2-3 ปี      กระชังอวนแบ่งออกได้ 2 ลักษณะ คือ

                                           (1) กระชังอวนผูกติดกับหลัก       กระชังแบบนี้เหมาะสำหรับเลี้ยงปลาในบริเวณชายฝั่งเขตน้ำตื้นที่มีระดับน้ำขึ้นลงต่างกันไม่เกิน 1.5 เมตร     ตัวกระชังทำด้วยเนื้ออวนไนลอนหรือโพลีเอททีลิน  เย็บเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสหรือสี่เหลี่ยมผืนผ้า การติดตั้งต้องใช้เชือกผูกยึดมุกกระชังทั้งทางด้านบนและด้านล่างให้ติดกับเสาไม้ที่ปักแน่นอยู่ในน้ำ(ภาพที่ 1.7)

                                           (2) กระชังอวนลอย    เป็นกระชังที่เหมาะสำหรับเลี้ยงปลาในบริเวณชายฝั่งน้ำลึกที่มีระดับน้ำขึ้นลงต่างกันเกิน 2 เมตร    กระชังอวนลอยประกอบด้วย โครงร่างซึ่งทำด้วยไม้หรือท่อเหล็ก   ตัวกระชังทำด้วยเนื้ออวนไนลอน หรือโพลีเอททีลีน        ทุ่นลอยที่ใช้ เช่น โฟม , ถังน้ำมัน , ถังพลาสติก , ไม้ไผ่มัดเป็นแพ ปัญญา (2545) กล่าวว่าทุ่นลอยที่ทำจากไฟเบอร์กลาสซึ่งมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมปิดหมดทุกด้านภายในกลวงคล้ายโฟม อายุการใช้งานนาน 5-10 ปี แต่มีราคาแพงกว่าวัสดุอื่นๆ

                 2.3.3  การเลี้ยงปลาในคอก  คือการเลี้ยงปลาที่สถานที่เลี้ยงถูกสร้างขึ้นเป็นคอกแช่ในแหล่งน้ำ ด้านข้างของคอกอาจกั้นด้วย ไม้  ตาข่าย หรือ เนื้ออวน พื้นดินเป็นก้นของคอก ด้านบนปล่อยโล่ง ความสูงของคอกจะต้องสูงพ้นน้ำ ระดับน้ำในคอกลึก 1-2 เมตร ขนาดของคอกมีตั้งแต่ 1-10 ไร่ นิยมสร้างตามชายฝั่งแม่น้ำ ทะเลสาบ บึงขนาดใหญ่ เขื่อน อ่างเก็บน้ำ ในไทยชนิดของปลาที่นำมาเลี้ยงในคอกมักเป็นปลาที่ต้องการถ่ายเทน้ำที่ดี เช่น   ปลาตะเพียนขาว  ปลากระพงขาว     กุ้งก้ามกราม    ฯลฯ  อัตราการปล่อย  สามารถปล่อยเลี้ยงได้ในอัตราเดียวกันกับการเลี้ยงปลาในบ่อ    อาหารที่ให้ส่วนใหญ่ ให้อาหารเม็ดเป็นหลัก ส่วนในต่างประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์มีการเลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเลในคอกอย่างแพร่หลาย   จีนมีการเลี้ยงปลาจีนในคอก ตามทะเลสาบต่างๆโดย ทั่วๆไป

                          2.3.3.1  การเลือกสถานที่ในการสร้างคอกเลี้ยงปลา

                                      1) ควรเป็นบริเวณริมฝั่งที่เปิดรับทางลม

                                      2) ควรเป็นบริเวณที่มีการหมุนเวียนของกระแสน้ำ    เนื่องจากกระแสน้ำเป็นตัวช่วยให้มีการหมุนเวียนของออกซิเจนในน้ำ  ช่วยขจัดของเสียอันเกิดจากการขับถ่ายของปลา  ช่วยพัดพาอาหารจากที่อื่นมาในคอกเลี้ยงปลา

                                      3) ควรเป็นบริเวณที่ไม่ถูกกั้นล้อมด้วยสิ่งก่อสร้างใดๆ    และควรอยู่ห่างจากฝั่งพอสมควร

                                      4) พื้นน้ำที่จะสร้างคอกเลี้ยงปลาควรมีโคลนหนาพอควร       เพื่อไม่ก่อให้เกิดความลำบากในการสร้างคอกเลี้ยงปลา

                                      5) เป็นแหล่งที่อยู่ใกล้ตลาด  หรือมีการคมนาคมสะดวก

                          2.3.3.2  รูปร่างลักษณะและขนาดของคอก  ชนิดของวัสดุที่ใช้การสร้างคอกเลี้ยงปลาจะแตกต่างกันไปตามสภาพท้องถิ่นและความนิยม   คอกเลี้ยงปลามักประกอบด้วยไม้ไผ่  อวนไนล่อนเป็นส่วนใหญ่  ในปัจจุบันเริ่มมีการใช้เชือกที่ตัดมาจากยางรถยนต์เก่าๆซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าการใช้เชือกไนล่อน    นอกจากวัสดุดังกล่าวข้างต้น  วัสดุจำพวกอวนพลาสติก  ลวดตาข่าย  หรือแม้แต่เฝือกไม้ไผ่ก็สามารถนำมาสร้างคอกเลี้ยงปลาได้เช่นกัน     การที่จะใช้วัสดุใดในการสร้างคอกเลี้ยงปลาขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและราคาของวัสดุนั้นๆ เป็นหลัก

                                   คอกเลี้ยงปลาอาจมีรูปร่างกลม  สี่เหลี่ยมจัตุรัส  สี่เหลี่ยมผืนผ้า  หรือเป็นสี่เหลี่ยมคางหมูก็ได้  แต่เนื่องจากค่าก่อสร้างคอกเลี้ยงปลาขึ้นอยู่กับความยาวของรั้วที่กั้นเป็นสำคัญ  ดังนั้นการสร้างคอกเลี้ยงปลาเป็นรูปวงกลมจะช่วยประหยัดค่าก่อสร้างได้มากที่สุด    ทั้งนี้เพราะในพื้นที่ที่เท่ากันคอกเลี้ยงปลารูปวงกลมจะมีความยาวเส้นรอบวง (ซึ่งก็คือความยาวของรั้ว) สั้นที่สุด  เมื่อเทียบกับคอกเลี้ยงปลารูปอื่น ๆ ในบางกรณีคอกเลี้ยงปลาอาจเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  แต่ดัดแปลงด้านที่ต้านลมเป็นรูป ตัว ( V ) เพื่อเป็นการช่วยลดแรงดันของกระแสน้ำ     และช่วยป้องกันการสะสมของวัชพืชรอบ ๆ คอกเลี้ยงปลา

                                   คอกเลี้ยงปลามีขนาดแตกต่างกัน  ตั้งแต่  1 ถึง  10  ไร่ขึ้นไป  เป็นที่ประจักชัดว่าค่าก่อสร้างคอกเลี้ยงปลาต่อหน่วยเนื้อที่  จะลดลงตามขนาดของคอกเลี้ยงปลาที่ขยายใหญ่ขึ้น  แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าเราสามารถขยายคอกเลี้ยงปลาให้ใหญ่ขึ้นโดยไม่มีข้อจำกัด  คอกเลี้ยงปลาขนาดใหญ่มักให้ผลผลิตต่อหน่วยเนื้อที่น้อยกว่าคอกเลี้ยงปลาที่มีขนาดเล็กว่า       นอกจากนี้คอกเลี้ยงปลามีขนาดใหญ่มากๆ จะมีความแข็งแรงลดน้อยลง   ผู้เลี้ยงอาจจำเป็นต้องสร้างรั้วเพื่อแบ่งซอยคอกขนาดใหญ่นั้นออกเป็นส่วนๆ อันจะช่วยเสริมให้คอกแข็งแรงมากขึ้น    และช่วยให้เกิดความสะดวกในด้านการจัดการ  ซึ่งก็จำเป็นต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างขึ้นอยู่ดี  อย่างไรก็ตามในขณะนี้ยังไม่มีการชี้เฉพาะลงไปว่า  คอกเลี้ยงปลาควรมีขนาดเท่าใดจึงเหมาะสม  และสามารถให้ผลกำไรต่อผู้เลี้ยงมากที่สุด 

                          2.3.3.3  วิธีการสร้างคอกเลี้ยงปลา  ก่อนที่จะลงมือสร้างคอกเลี้ยงปลาควรเตรียมหาวัสดุที่จำเป็นต้องใช้ทั้งชนิดและปริมาณไว้ให้พร้อมเสียก่อน      เพื่อหลีกเลี่ยงการจัดซื้อวัสดุอย่างเร่งด่วนในขณะที่ก่อสร้างคอก  ซึ่งจะเป็นเหตุให้งานก่อสร้างล่าช้าและเสียค่าใช้จ่ายสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น   วัสดุที่ใช้ในการสร้างคอกเลี้ยงปลาที่สำคัญ  ได้แก่  ไม้ไผ่   อวนไนล่อน  และเชือกไนล่อน    และสำหรับขั้นตอนในการสร้างคอกเลี้ยงปลานั้น  พอสรุปได้ดังนี้

                                      1) การเตรียมไม้ไผ่

                                      2) การปักรั้ว

                                      3) การขึงอวน

                          2.3.3.4  ปัญหาและการดูแลคอกเลี้ยงปลา

                                      1) ผักตบชวามักลอยมาติดและสะสมอยู่รอบๆคอกเลี้ยงปลาทำให้การหมุนเวียนของกระแสน้ำภายในคอกเลี้ยงปลาชะงัก และหากว่ามีมากเกินจะดันให้คอกเลี้ยงปลาล้มลงได้ จึงจำเป็นเป็นอย่างยิ่งที่ผู้เลี้ยงจะต้องคอยกำจัดวัชพืชดังกล่าวอยู่เสมอ

                                      2) การฉีกขาดของอวนไนลอน   อาจเนื่องมาจากเศษวัสดุที่ลอยมากับน้ำแทงจนอวนขาดหรือไม้ไผ่ที่ปักเป็นรั้วเมื่อเก่ามากๆก็อาจหักและแทงให้อวนขาดได้เช่นกัน ฉะนั้นผู้เลี้ยงจะต้องคอยตรวจสภาพคอกเลี้ยงปลาอยู่ตลอดเวลา  เมื่อพบว่าส่วนใดของคอกเกิดการเสียหาย หรืออยู่ในสภาพที่เก่ามากก็ควรทำการซ่อมแซมแก้ไขทันที

                          2.3.3.5  การเก็บเกี่ยวผลผลิต   การจับปลาที่เลี้ยงไว้ในคอกมีอยู่หลายแบบ     ในกรณีที่ต้องการจับปลาทั้งหมดขึ้นมาในคราวเดียว  ก็อาจใช้อวนล้อมจับ    แต่ถ้าต้องการคัดจับเฉพาะปลาที่ได้ขนาดแล้วเท่านั้น   ก็อาจจับโดยใช้อวนแล้วแล้วคัดแยกปลาออก    นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือชนิดอื่นๆ ที่นิยมใช้ในท้องถิ่น  เช่น ลอบหรือไซ  ก็อาจนำมาดัดแปลงใช้ในคอกเลี้ยงปลาได้เช่นกัน

**********************************************

เอกสารอ้างอิง

กลุ่มวิจัยและวิเคราะห์สถิติการประมง.  2548.  สถิติการประมงแห่งประเทศไทยพ.ศ.2548.  ศูนย์สาร   

      สนเทศ          กรมประมง

---------------------------------------------.  2548.  สถิติหน่วยธุรกิจการประมง พ.ศ. 2548 , ศูนย์สารสนเทศ  

      กรมประมง

จำลอง  มังคละมณี.  2546.  เอกสารประกอบการเรียน วิชาการจัดการฟาร์มสัตว์น้ำ.  วิทยาลัยประมงติณ

      สูลานนท์ กรมอาชีวศึกษา, กรุงเทพฯ.  157 น.

โชคชัย  เหลืองธุวปราณีต.  2548.  หลักการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ.  สำนักพิมพ์โฟร์เพซ, กรุงเทพฯ.  440 น.

ปัญญา  สุวรรณสมุทร.  2545.  ปลาในกระชัง.  โครงการหนังสือเกษตรชุมชน   

     มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.  69 น.

ประณีต  งามเสน่ห์.  2547.  เอกสารประกอบการสอน วิชา เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ.  โครงการ

      จัดตั้งภาควิชาประมง, คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.  378 น.

ภาณุ  เทวรัตน์มณีกุล.  2545.  การพัฒนาการเลี้ยงปลาแบบผสมผสานในประเทศไทย.  สำนักงานฝ่าย

      ฝึกอบรม  ศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้.  135น.

ภาณุ  เทวรัตน์มณีกุล และ คณะ.  2537.  หลักการเพาะเลี้ยงปลา.  สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด   

      กรมประมง, กรุงเทพฯ.  75 .

วิมล  จันทรโรทัย.  2536.  พลังงานอาหารเพื่อการอยู่รอดของปลา.  วารสารการประมง 46(5) : 465-470.

ศักดิ์ชัย  ชูโชติ.  2536.  การเลี้ยงปลาน้ำจืด.  สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์, กรุงเทพฯ.  201 น.



Posted by samaban 2009-12-05 12:58:29 •  Comments (0) view 751 • 
    

ความคิดเห็นของ :Guest
 
 
 
 
   

0 record : 1 Page : 1