หน่วยที่ 4 คุณภาพของน้ำในบ่อปลา

แผนการจัดการเรียนรู้ประจำหน่วยที่ 4

ชุดวิชา                  การเลี้ยงปลา

หน่วยที่ 4             คุณภาพของน้ำในบ่อปลา
จุดประสงค์ทั่วไป (จุดประสงค์ปลายทาง)

           เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจมีเจตคติที่ดีและมีความสามารถในการจัดการคุณภาพของน้ำในบ่อเลี้ยง ปลาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม 

หน่วยที่ 4

คุณภาพของน้ำในบ่อปลา

1.  ความสำคัญของคุณภาพน้ำในบ่อปลา

           คุณภาพของน้ำในบ่อปลา  เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออัตราการเจริญเติบโต  การเกิดโรคและปรสิต การผสมพันธุ์วางไข่และการตายของปลา  ถ้าปลาได้อาศัยอยู่ในน้ำซึ่งมีคุณภาพดี     มีความเหมาะสมต่อชนิดและขนาดของปลา ก็จะทำให้ปลาดำเนินชีวิตได้เป็นปกติ      เจริญเติบโตดีปราศจากโรคและปรสิต                

           ดังนั้นการเลี้ยงปลาเพื่อมุ่งหวังจะให้มีประสิทธิภาพการผลิตสูงนั้น ควรคำนึงถึงการจัดการให้น้ำ ในบ่อปลามีคุณภาพดี และมีความเหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของปลาเป็นสำคัญ    อนึ่ง การที่จะกำหนด กฎเกณฑ์ลงไปว่า    คุณภาพน้ำอย่างไร จึงจะมีความเหมาะสมต่อการเลี้ยงปลา   หรือการผลิตปลาให้ได้ประสิทธิภาพสูงนั้น   เป็นเรื่องที่ยุ่งยากซับซ้อนเกินกว่าจะเข้าใจได้แน่ชัด   เพราะว่าปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของปลานั้นมีมากมายหลายอย่าง เช่น อาหาร ความหนาแน่นของปลา พันธุ์ปลา การเกิดโรคและปรสิต สภาพภูมิอากาศ  คุณภาพของน้ำ  ฯลฯ       นอกจากนี้คุณภาพของน้ำเองก็ยังขึ้นอยู่ปัจจัย ผันแปรหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง  เช่น ปริมาณก๊าซชนิดต่างๆ ที่อยู่ในน้ำ     ปริมาณอนินทรียสารในน้ำ ปริมาณอินทรีย์สารในน้ำ ฯลฯ

           ความเหมาะสมของคุณภาพน้ำที่มีผลต่อการเลี้ยงปลาชนิดต่างๆ นั้น   จึงจำเป็นต้องใช้เวลาศึกษาหาข้อมูลและประสบการณ์ เพื่อนำมาปรับใช้ให้ถูกต้องเหมาะสม       คุณภาพของน้ำในบ่อเลี้ยงปลานั้น มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติทางกายภาพ เคมี และ ชีวภาพของน้ำในบ่อปลา

2.  คุณสมบัติทางกายภาพของน้ำ

           2.1  อุณหภูมิ(Temperature)

                 แสงแดดที่ส่องกระทบพื้นผิวน้ำ    แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ     แสงแดดที่มาจากดวงอาทิตย์โดยตรงกับแสงสะท้อน ซึ่งเป็นแสงแดดที่ส่องกระทบสิ่งเจือปนในบรรยากาศ   แล้วสะท้อนลงสู่พื้นผิวน้ำ แสงเมื่อกระทบพื้นผิวน้ำ     ส่วนหนึ่งจะส่องทะลุผ่านลงไปในน้ำ ถ้าผิวน้ำเรียบ และมุมที่แสงทำกับ ผิวน้ำแคบ แสงจะส่องผ่านลงไปได้ลึก แสงอีกส่วนหนึ่งจะสะท้อนกลับ ปริมาณของแสงที่สะท้อนกลับ นี้ ขึ้นอยู่กับมุมที่แสงตกกระทบกับผิวน้ำ      ชนิดของแสง ลักษณะของพื้นผิวน้ำ และสภาพของท้องฟ้า แสงส่วนที่ส่องผ่านลงไปในน้ำ ส่วนมากถูกดูดกลืนโดยน้ำ       ส่วนที่เหลือจะแพร่กระจายในน้ำ   แสง ส่วนที่ถูกดูดกลืนจะเปลี่ยนรูปจากพลังงานแสงเป็นพลังงานความร้อน   พลังงานความร้อนเมื่อสะสมอยู่ในน้ำมากพอ ก็จะทำให้น้ำร้อนขึ้นหรืออุณหภูมิสูงขึ้น และลมจะทำให้เกิดคลื่นน้ำ ซึ่งช่วยให้ความร้อนที่น้ำดูดกลืนไว้กระจายไปทั่วบ่อ       

                 2.1.1  ผลของอุณหภูมิที่มีต่อสัตว์น้ำ       อุณหภูมิของน้ำเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่มีอิทธิพล โดยตรงและโดยอ้อมต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ   โดยปกติอุณหภูมิของน้ำจะแปรเปลี่ยนตามอุณหภูมิของอากาศ  ซึ่งขึ้นอยู่กับฤดูกาล    ระดับความสูง   และสภาพภูมิประเทศ    นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับความเข้มของแสงอาทิตย์  กระแสลม   ความลึก  ปริมาณสารแขวนลอย  หรือความขุ่น      และสภาพแวดล้อมทั่ว ๆไปของแหล่งน้ำ           ในประเทศไทยอุณหภูมิจะผันแปรในช่วง  23 ถึง 32 องศาเซลเซียส      การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิจะค่อย ๆเป็นไปอย่างช้า ๆ     สัตว์น้ำโดยเฉพาะปลาซึ่งจัดอยู่ในพวกสัตว์เลือดเย็น  ซึ่งไม่สามารถรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่เหมือนสัตว์เลือดอุ่น  ร่างของสัตว์น้ำจะเปลี่ยนแปลงไป ตามอุณหภูมิของน้ำ และสภาพแวดล้อมที่มันอยู่อาศัย  แต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม ปลาจะทนทาน ต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในช่วงจำกัด          เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นกิจกรรมต่างๆในการดำรงชีวิตจะสูงขึ้น  และเมื่ออุณหภูมิลดลง กิจกรรมต่าง ๆ เหล่านั้นก็ลดลงไปด้วย            ซึ่งเป็นไปตามตามกฎของแวนฮอฟท์ (Van Hoff’s Law)  ซึ่งกล่าวว่าอัตราขบวนการเมตาโบลิซึม (Metabolic rate) ของสิ่งที่มีชีวิตจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 – 3 เท่า  เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น10 องศาเซลเซียส   และลดลงในทำนองเดียวกัน  

                        ขบวนการเมตาโบลิซึมที่สำคัญ ได้แก่  การหายใจ   การว่ายน้ำ   การกิน   การย่อยอาหาร  การขับถ่าย  การเต้นของหัวใจ เป็นต้น   อย่างไรก็ตามอัตราของกิจกรรมเหล่านี้จะแตกต่างกันไปในปลาแต่ละชนิดซึ่งขึ้นอยู่กับขบวนการทางชีวะเคมีภายในร่างกาย และสภาพแวดล้อม ปลาที่มีขนาดใหญ่กว่าจะมีอัตราทางเมตาโบลิซึมน้อยกว่าปลาชนิดเดียวกันที่มีขนาดเล็กกว่า   ความอดทนต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิน้ำของปลา    จะขึ้นอยู่กับชนิด   ขนาด      และอายุของปลา     ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ ความคุ้นเคยของปลาและมลภาวะของน้ำเป็นต้น   โดยทั่วไปลูกปลาและปลาขนาดใหญ่ สามารถอดทนต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิน้ำได้ ในช่วงกว้างกว่าตัวอ่อน  ปลาไม่สามารถทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของน้ำอย่างกะทันหัน  ดังนั้นในการเคลื่อนย้ายปลาจากแห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่งที่มีอุณหภูมิ แตกต่างกัน จึงควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ             โดยจะต้องให้ปลาค่อย ๆ ปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างช้า ๆ    โดยเฉพาะเวลานำปลาจากที่ที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าไปยังที่ที่มีอุณหภูมิสูง กว่า       จะมีผลรุนแรงมากกว่าการนำจากที่อุณหภูมิสูงไปยังอุณหภูมิต่ำ   Alabaster  และ Lloyd( 1982)รายงานว่า ถ้าเพิ่มอุณหภูมิของน้ำจาก 200C จนถึง 300C อัตรารอดของปลาไนมีค่าสูงกว่าการลดอุณหภูมิของน้ำจาก300C เหลือ 200C 

                        ส่วนใหญ่ปลาที่อยู่ในภูมิอากาศหนาวเย็น เจริญเติบโตช้ากว่าปลาที่อาศัยอยู่ในเขตอบอุ่นและเขตร้อน       ตัวอย่างเช่นช่วงระยะเวลาการพัฒนาตัวอ่อนของปลาไน  ที่อุณหภูมิของน้ำ 300C นานเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของอุณหภูมิของน้ำที่ 200C    เมื่ออุณหภูมิของน้ำต่ำเช่น ในช่วงฤดูหนาว การกิน อาหารของปลาจะลดน้อยลง  อัตราเผาผลาญอาหาร(Metabolic  Rate) ลดลง   ประสิทธิภาพการฟักออกของไข่ลดลง  เช่น    อัตราการฟักออกของไข่ปลาไนมีค่าน้อยกว่า 60% ที่อุณหภูมิ 220C และอัตราความผิดปกติของลูกปลาไนมีค่าสูงกว่า 20% ที่อุณหภูมิน้ำ 200C  

                        นอกจากนี้อุณหภูมิยังมีอิทธิพลต่อการละลายของก๊าซชนิดต่างๆ ในน้ำอีกด้วย เช่น ก๊าซ ออกซิเจน ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ละลายน้ำได้มากขึ้น     เมื่ออุณหภูมิของน้ำลดต่ำลง และอุณหภูมิมี อิทธิพลต่อการเน่าสลายของสารอินทรีย์ การละลายของเกลือแร่ในน้ำ  อุณหภูมิสูงการเน่าสลายและการ ละลายของเกลือแร่ก็เกิดขึ้นได้สูง นอกจากนั้นแล้วอุณหภูมิยังมีอิทธิพลต่อ สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ซึ่งเป็นอาหารของปลาโดยเฉพาะแพลงตอนพืชมีการเจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนในปริมาณที่ต่างกัน     บางชนิดชอบอาศัยอยู่ในอุณหภูมิที่ต่ำ  เช่น พวกไดอะตอม (Diatom)    สามารถเจริญได้ดีในอุณหภูมิระหว่าง 15 – 25 องศาเซลเซียส  สาหร่ายสีเขียว (Green algae) ชอบอาศัยอยู่ในอุณหภูมิระหว่าง  25 – 35  องศาเซลเซียส   สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน (Blue green algae) ชอบอาศัยอยู่ในอุณหภูมิสูง    ประมาณ 35 องศาเซลเซียส หรือมากกว่า                    

           2.2  สีของน้ำ (Colour)

                 การตรวจสีของน้ำในบางครั้งนิยมปฏิบัติกัน         เนื่องจากสามารถแสดงให้เห็นอย่างเคร่า ๆ  เกี่ยวกับกำลังผลิต (Productivity)   สภาพแวดล้อมและสารแขวนลอยที่มีอยู่ในแหล่งน้ำนั้น ๆ สีของน้ำที่ มองเห็น เป็นสีที่ไม่ดูดซึม ซึ่งเป็นส่วนเหลือจากแสงที่ส่องลงน้ำ น้ำบริสุทธิ์จริงๆจะดูดซึมองค์ประกอบ ของแสงได้ทั้งหมด   ดังนั้น น้ำบริสุทธิ์จึงไม่มีสี     ส่วนน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วไปที่เห็นเป็นสีต่างๆ   นั้นเกิดจากการสะท้อนแสง จะเห็นเป็นสีอะไรก็ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของแต่ละแหล่งน้ำ

                 2.2.1  สีของน้ำ จำแนกออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

                          2.2.1.1 สีจริง (True colour) เป็นสีที่เกิดจากสารละลายชนิดต่าง ๆอาจจะเป็นสารละลายจากพวก อนินทรีย์สารเช่น โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรท เป็นต้น หรือพวกอินทรีย์สารเช่นแร่ธาตุต่างๆ  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดสีของน้ำ   สีจริงไม่สามารถแยกออกได้โดยการตกตะกอน     การกรอง หรือการ Centrifuge

                          2.2.1.2  สีปรากฏ (Apparent colour)   เป็นสีที่เกิดขึ้นแล้วเราสามารถมองเห็นได้ชัดเจน   ส่วนใหญ่เกิดจากตะกอนของน้ำ สารแขวนลอย แพลงตอน จากพื้นท้องน้ำ    หรือสีสะท้อนจากท้องฟ้า  สามารถแยกออกได้โดยการตกตะกอน การกรอง หรือการ Centrifuge

           2.3  ความขุ่น (Turbidity)

                 ความขุ่นของน้ำเกิดจากปริมาณสารแขวนลอยทั้งหมดที่มีอยู่ในน้ำ    ซึ่งคอยกีดขวางการส่องผ่านของแสง   สารแขวนลอยดังกล่าว ได้แก่  แพลงตอนพืช  แพลงตอนสัตว์  อนุภาคของดิน อนุภาคของทราย  แบคทีเรีย  แร่ธาตุต่างๆฯลฯ ความขุ่นของน้ำซึ่งเกิดจากแพลงตอนพืช แพลงตอนสัตว์เป็นที่ ต้องการสำหรับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ         ส่วนอนุภาคของดิน อนุภาคของทราย มักจะทำให้เกิดความเสียหายแก่สิ่งมีชีวิตในน้ำ      น้ำที่มีความขุ่นมาก ทำให้แสงสว่างส่องลงไปได้ไม่ลึก การสังเคราะห์แสง ของพืชลดลง ทำให้การกำลังการผลิตขั้นต้น (Primary Productivity) ของแหล่งน้ำลดลง มีผลให้ปริมาณ อาหารธรรมชาติของสัตว์น้ำลดลงด้วย

                 แหล่งน้ำที่ให้ผลผลิตทางการประมงที่ดี           ควรจะมีค่าปริมาณสารแขวนลอย   อยู่ในช่วงระหว่าง  25-80 มิลลิกรัม/ ลิตร แต่ถ้าอยู่ในช่วงระหว่าง 80-400 มิลลิกรัม/ลิตร   ผลผลิตจะลดลงและถ้ามากกว่า 400 มิลลิกรัม / ลิตร ขึ้นไปทำให้การเลี้ยงปลาไม่ได้ผล   หรือมีค่าความโปร่งแสงอยู่ในระหว่าง 30-60 เซนติเมตร      เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ    ค่าความโปร่งแสงต่ำกว่า 30 เซนติเมตร แสดงว่าน้ำขุ่นมากเกินไป หรือมีปริมาณแพลงตอนมากเกินไป      ซึ่งอาจจะทำให้ขาดแคลนออกซิเจนได้         ถ้าความโปร่งแสงมีค่าสูงกว่า 60 เซนติเมตร ขึ้นไป     แสดงว่าแหล่งน้ำนั้นไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์ การตรวจหาความขุ่นของน้ำ  กระทำได้โดยใช้เครื่องมือวัดความขุ่น เช่น ใช้เครื่อง Spectrophotometer   หรือหาน้ำหนักของสารแขวนลอยทั้งหมดในน้ำ  โดยวิธีการระเหยน้ำให้แห้ง หรือ วัดความโปร่งแสง(Transparency)โดยใช้ Secchi  Disc     ซึ่งทำด้วยแผ่นไม้ หรือโลหะกลมขนาดเส้นผ่า ศูนย์กลาง  20 เซนติเมตร    ทาสีขาวสลับดำตรงกลางมีหูสำหรับผูกเชือก เมื่อใช้หย่อนลงไปในน้ำจนถึง ระดับความลึกที่เริ่มมองไม่เห็นแผ่นสีขาวหรือสีดำ ก็บันทึกความลึกจากผิวน้ำไว้เป็นค่าความโปร่งแสง

 

3.  คุณสมบัติทางเคมีของน้ำ

           น้ำบริสุทธิ์ประกอบด้วย  อะตอม  3  อะตอม  คือ อะตอมของไฮโดรเจน  2  อะตอม และอะตอมของออกซิเจน   1   อะตอม     ธาตุทั้งสองจะยึดเกาะกันโดยแรงร่วม   (Covalent bonding) น้ำเป็นตัวทำ ละลายได้ดีโดยเฉพาะกับอินทรีย์สาร     ทั้งนี้เพราะว่าสนามไฟฟ้าในโมเลกุลของน้ำมีทั้งประจุบวกและ ประจุไฟฟ้าลบ (ประเทือง , 2534) เนื่องจากน้ำเป็นตัวทำละลายได้ดีนี่เองจึงทำให้น้ำมีการเปลี่ยนแปลง คุณสมบัติได้ตลอดเวลา คุณสมบัติทางเคมีที่มีความสำคัญสำหรับการเลี้ยงปลามีดังต่อไปนี้ คือ

           3.1  ออกซิเจนที่ละลายน้ำ (Dissolved Oxygen)

                 ออกซิเจนเป็นกาซที่เป็นองค์ประกอบหลักของอากาศมีอยู่ในอากาศในปริมาณ 20.95% เป็นอันดับสองรองจากไนโตรเจนที่มีอยู่ 70.08% ออกซิเจนเป็นก๊าซที่มีความสำคัญมากต่อสิ่งที่มีชีวิตแทบทุกชนิด เพราะต้องถูกนำไปใช้ในขบวนการต่างๆเพื่อก่อให้ เกิดพลังงาน        ขบวนการต่างๆที่ต้องใช้ออกซิเจนเรียกว่า Aerobic process

                 ก๊าซออกซิเจนเป็นก๊าซที่ละลายน้ำได้น้อยมาก          เนื่องจากว่าไม่ได้ทำปฏิกิริยาทางเคมีกับน้ำ ดังนั้นการละลายจึงขึ้นอยู่กับ ความกดดันของบรรยากาศ อุณหภูมิของน้ำ  ปริมาณเกลือแร่ที่มีอยู่ในน้ำ ความสามารถของการละลายน้ำของออกซิเจนอยู่ในช่วงระหว่าง 14.6 มิลลิกรัม/ลิตร ที่อุณหภูมิ 0C  และ 7.04 มิลลิกรัม/ลิตร     ที่อุณหภูมิ 35C  ในสภาพความกดดัน 1 บรรยากาศ             เมื่อความกดดันบรรยากาศเปลี่ยนแปลงไป     ความสามารถในการละลายน้ำก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย    ในฤดูร้อนปริมาณของออกซิเจนที่ละลายในน้ำน้อยลงเพราะว่ามีอุณหภูมิสูง       ขณะเดียวกันที่การย่อยสลายและปฏิกิริยาต่าง ๆ จะเพิ่มมากขึ้น  ทำให้ความต้องการออกซิเจนเพื่อไปใช้ในกิจกรรมเหล่านั้นสูงไปด้วย  จึงมีผลทำให้เกิดสภาพการขาดแคลนออกซิเจนในน้ำขึ้นได้              ทำให้เกิดการเน่าเหม็นของน้ำในบ่อหรือสระ  เนื่องจากออกซิเจนไม่พอสำหรับให้เกิด Aerobic condition       ในทางตรงกันข้ามบางครั้งแหล่งน้ำอาจ ปรากฏว่ามีออกซิเจนเกินจุดอิ่มตัว  เนื่องจากมีการผลิตออกซิเจนขึ้นมาก เช่น การมีพืชสีเขียวในน้ำมาก เกินไปทำให้เกิดสภาพความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วก็เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำได้เช่นกัน    ออกซิเจนมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ    ดังนั้นการควบคุมและป้องกันไม่ให้ปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำลดลงจนอยู่ในระดับที่จะเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ            จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อคุ้มครองให้สัตว์น้ำ สามารถอาศัยอยู่ได้เป็นปกติ    ออกซิเจนที่ละลายในน้ำ  ไม่ควรมีค่าต่ำกว่า 3 มิลลิกรัมต่อลิตร

                 น้ำในบ่อปลาส่วนใหญ่      ได้รับออกซิเจนจากการสังเคราะห์แสงของแพลงตอนพืช    และ ออกซิเจนถูกใช้ไปเพื่อการหายใจของสิ่งมีชีวิต      และกระบวนการย่อยสลายอินทรีย์สารอยู่ตลอดเวลา ในเวลากลางวันปริมาณออกซิเจนที่เกิดจากกระบวนการสังเคราะห์แสง ผลิตได้เร็วกว่าการใช้ออกซิเจนเพื่อการหายใจและย่อยสลายอินทรีย์สาร         ดังนั้นปริมาณออกซิเจนในน้ำจึงยังคงมีเหลืออยู่   ในเวลากลางคืนน้ำได้รับออกซิเจนจากการที่ออกซิเจนในอากาศละลายปนกับน้ำเท่านั้น             ฉะนั้น ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำในบ่อปลาจึงลดลงในเวลากลางคืน

 


           3.2  คาร์บอนไดออกไซด์(Carbondioxide)

                 คาร์บอนเป็นธาตุที่พบกันโดยทั่วไปในธรรมชาติ และเป็นต้นกำเนิดของสิ่งที่มีชีวิตนอกจาก นี้ยังพบ คาร์บอนในสารประกอบประเภท อนินทรีย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน รูปคาร์บอเนตเช่นแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) โซเดียมคาร์บอเนต (NaCO3)    ในการสร้างอาหารพืชบกได้ธาตุคาร์บอนจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ       ส่วนพืชน้ำได้ธาตุคาร์บอนจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ละลายน้ำ

                 คาร์บอนไดออกไซด์(CO2) เป็นก๊าซที่ไม่มีสีและกลิ่น โดยปกติอยู่ในบรรยากาศในอัตราส่วนประมาณ 0.04 เปอร์เซ็นต์   มีความสามารถละลายน้ำได้ดี    คาร์บอนไดออกไซด์ปรากฏอยู่ในแหล่งน้ำ ทั่วไป   ซึ่งในระดับปกติจะมีอยู่ไม่เกิน 10  มิลลิกรัม/ลิตร ส่วนน้ำบาดาลหรือน้ำใต้ดิน      อาจจะมีมากถึง 200 มิลลิกรัม/ลิตร เนื่องจากขบวนการย่อยสลายและความกดดันอากาศ            น้ำฝนจะมีการสะสม ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนหนึ่งจากอากาศขณะฝนตกพบว่าน้ำฝน 1 ลิตรจะมีคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ประมาณ 0.6 มิลลิกรัม การรวมตัวของคาร์บอนไดออกไซด์กับน้ำจะทำให้เกิดกรดคาร์บอ นิคซึ่งเป็น กรดอ่อน 

                 กรดคาร์บอนิคนี้สามารถแตกตัวให้ไฮโดรเจนอิออน (H+)  และไบคาร์บอเนตอิออน (HCO-3) อัตราส่วนของกรดคาร์บอนิคกับไบคาร์บอเนตจะเพิ่มขึ้น      เมื่อค่าความเป็นกรดเป็นด่าง  (pH)   ลดลงเหลือจนถึง pH 4.3  ไบคาร์บอเนตทั้งหมดจะเปลี่ยนไปเป็นกรดคาร์บอนิค

           3.3  ความเป็นกรดเป็นด่าง (pH)

                 ความเป็นกรดเป็นด่างของน้ำ (Positive potential of Hydrogen ions)  หรือที่เรียกว่า pH  เป็นเครื่องแสดงให้เราทราบว่าน้ำหรือสารละลายน้ำนั้นมีคุณสมบัติเป็นกรดหรือเป็นด่าง การวัด pH ของน้ำ เป็นการวัดค่าความเข้มข้นของไฮโดรเจน อิออนที่มีอยู่ ระดับความเป็นกรดหรือเป็นด่างมีค่าอยู่ระหว่าง pH 0 ถึง pH 14 โดยระดับ pH  7 จะมีความเป็นกลางซึ่งมี H+  =  1 / 10,000,000 โมล/ลิตร หรือ = 10-7 โมล/ลิตร  ซึ่งการบอกความเข้มข้นของ  H+  ด้วยตัวเลขเป็นการไม่สะดวก  จึงมีวิธีบอกความเป็นกรดเป็นด่างของน้ำให้ง่ายขึ้น  หน่วยนี้เรียกว่า pH (Positive potential of Hydrogen ions)

                น้ำธรรมชาติโดยทั่วไปมี ค่า pH   อยู่ระหว่าง  6  ถึง  9    ซึ่งความแตกต่างของค่า pH  ขึ้นอยู่กับลักษณะของภูมิประเทศ และสภาพแวดล้อมหลายประการ เช่น ลักษณะของพื้นดินและหิน  ปริมาณฝนตก ตลอดจนการใช้ที่ดินบริเวณแหล่งน้ำ ระดับ pH ของน้ำจะเปลี่ยนแปลงตาม pH ของดินด้วย  นอกจากนี้สิ่งที่มีชีวิตในน้ำ เช่น จุลินทรีย์ และแพลงตอนพืชก็สามารถทำให้ค่า pH ของน้ำเปลี่ยนแปลง ไปด้วย

                สำหรับบ่อเลี้ยงปลา  ค่า pH  ของน้ำมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  โดยในช่วงบ่ายแพลง   ตอนพืช และพืชน้ำใช้คาร์บอนไดออกไซด์สำหรับการสังเคราะห์แสงทำให้ปริมาณ คาร์บอนไดออกไซด์ในแหล่งน้ำต่ำลง ค่า pH ของน้ำจะมีค่าสูงขึ้น  ส่วนในช่วงเช้ามืดเนื่องจากมีการ หายใจของสิ่งมีชีวิตในน้ำไม่มีกิจกรรมการสังเคราะห์แสง  ทำให้คายคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา   ปริมาณ คาร์บอนไดออกไซด์มีปริมาณสูงขึ้น  เมื่อคาร์บอนไดออกไซด์รวมตัวกับน้ำจะทำให้เกิดกรด คาร์บอนิค ค่า pH  ของน้ำจึงลดต่ำลง ค่าของ pH  ที่เหมาะสมสำหรับการเพราะเลี้ยงสัตว์น้ำอยู่ระหว่าง  pH  6.5-9 และในรอบวัน ค่า  pH ของน้ำควรจะเปลี่ยนแปลงไม่เกิน 2 หน่วยในรอบวัน  ได้มีผู้แนะนำ    ระดับความเหมาะสมของ pH  ต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไว้ดังนี้

                                ค่า  pH 4 หรือต่ำกว่า                          - เป็นจุดอันตรายทำให้ปลาตายได้

                                ค่า pH  ระหว่าง 4.0 – 6.0                                - ปลาบางชนิดไม่ตาย แต่มักมีผลผลิตต่ำ

   เจริญเติบโตช้า ระบบการสืบพันธุ์หยุดชะงัก

                                ค่า pH ระหว่าง 6.5- 9.0                    - เป็นระดับเหมาะสมสำหรับการเลี้ยงสัตว์น้ำ

                                ค่า pH  ระหว่าง 9.0 – 11.0              - ไม่เหมาะสมสำหรับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

                                                                                              ทำให้ผลผลิตต่ำ

                                ค่า pH 11.0 หรือมากกว่า                  - เป็นพิษต่อปลา

 

           3.4 ความเป็นด่าง ( Alkalinity )

                 ความเป็นด่างของน้ำ คือความสามารถรับโปรตอน หรือไฮโดรเจนอิออนของน้ำ    หรือความ สามารถของน้ำ     ที่ทำให้สภาพความเป็นกรดกลายเป็นกลาง             ความเป็นด่างของน้ำประกอบด้วย คาร์บอเนต   ไบคาร์บอเนต    และไฮดรอกไซด์เป็นส่วนใหญ่ อาจมีพวก      บอเรต ( Borate )      ซิลิเคต ( Silicates ) ฟอสเฟต และสารอินทรีย์ต่างๆปนอยู่บ้างเป็นจำนวนน้อย  ค่าความเป็นด่างของน้ำในแหล่ง น้ำธรรมชาติ พบตั้งแต่ห้าไปจนถึงหลายร้อยมิลลิกรัมต่อลิตร  ส่วนใหญ่ค่าความเป็นด่างของน้ำในพื้นที่ แห้งแล้งจะมีค่าสูง ความเป็นด่างไม่เป็นพิษแต่มีผลเกี่ยวเนื่องกับคุณสมบัติอื่นๆของน้ำ  เช่น   ความเป็น กรดเป็นด่าง ความกระด้าง เป็นต้น  ความเป็นด่างของน้ำช่วยควบคุมไม่ให้แหล่งน้ำมีการเปลี่ยนแปลง ความเป็นกรดเป็นด่างอย่างรวดเร็ว น้ำที่มีค่าความเป็นด่างต่ำจะเป็นน้ำอ่อนและมีค่าความเป็นกรดเป็น ด่าง ต่ำซึ่งทำให้แหล่งน้ำมีผลผลิตต่ำ น้ำที่มีความเป็นกรดเป็นด่างต่ำกว่า 4.5   จะไม่พบค่าความเป็นด่าง น้ำที่มีค่าความเป็นด่างสูงและมี่ค่าความกระด้างต่ำ   ในช่วงเวลาที่มีการสังเคราะห์แสงค่าความเป็นกรดเป็นด่างจะสูงขึ้นมากอย่างรวดเร็วซึ่งเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ ค่าความเป็นด่างกับค่าความกระด้างของน้ำมีความสัมพันธ์กัน น้ำที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ      ควรมีค่าความเป็นด่างและค่าความกระด้างอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน     คือควรมีค่าความเป็นด่างประมาณ 100-120 มิลลิกรัมต่อลิตรและไม่ควรลดลงจากค่าปกติเกิน 25 เปอร์เซ็นต์         

                 3.4.1  รูปแบบค่าความเป็นด่างของน้ำ ตรวจวัดออกมาเป็น 5 แบบ คือ

                          3.4.1.1  น้ำที่มีค่าความเป็นด่างเกิดจากไฮดรอกไซด์เพียงอย่างเดียว   มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างสูง มักเกิน 10 ขึ้นไป

                          3.4.1.2  น้ำที่มีค่าความเป็นด่างเกิดจากคาร์บอเนตเพียงอย่างเดียว     มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างสูงกว่า 8.5 ขึ้นไป

                          3.4.1.3   น้ำที่มีค่าความเป็นด่างเกิดจากไอดรอกไซด์ และคาร์บอเนตรวมกัน  มีค่าความเป็นกรดด่างค่อนข้างสูงเกินกว่า 10 ขึ้นไป

                          3.4.1.4   น้ำที่มีค่าความเป็นด่างเกิดจากคาร์บอเนต และไบคาร์บอเนตรวมกัน       มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างประมาณ 8.3 ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 11

                          3.4.1.5  น้ำที่มีค่าความเป็นด่างเกิดจากไบคาร์บอเนตอย่างเดียว  มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างต่ำกว่า 8.3

           3.5  ความเป็นกรดของน้ำ (Acidity) 

                 ความเป็นกรดของน้ำ      ไม่ควรนำไปเปรียบเทียบและสับสนกับความเป็นกรดเป็นด่าง (pH)  ทั้งนี้เพราะว่าน้ำที่มีค่าความเป็นกรดสูง แต่อาจจะมีค่า pH ไม่อยู่ในระดับที่เป็นกรดมาก หากน้ำดังกล่าว สามารถควบคุมการเปลี่ยนแปลง pH ได้ดี ในแหล่งน้ำ ตัวที่คอยควบคุมไม่ให้ค่า  pH     เปลี่ยนแปลงไปมาก ได้แก่ ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ และคาร์บอเนต (CO3)เป็นตัวควบคุม

                 3.5.1 ความเป็นกรดของน้ำเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ ดังนี้

                          3.5.1.1  คาร์บอนไดออกไซด์ (Carbondioxide acidity) น้ำที่มีค่า pH ต่ำกว่า 8.5 จะมีค่าความเป็นกรดปะปนอยู่เสมอ        

                          3.5.1.2  แร่ธาตุ (Mineral acidity)  ค่าความเป็นกรดที่มี pH  ต่ำกว่า 4.5   จะเกิดจากกรดของแร่ธาตุบางชนิด  เช่น    กรดกำมะถัน   กรดฮิวมิก  หรือเกลือแร่บางชนิดที่ละลายน้ำแล้วมีสภาพเป็น กรด นอกจากนี้ยังเกิดจากของเสียที่ถ่ายลงมาจากโรงงานอุตสาหกรรม  เช่น โรงงานสุรา โรงงานถลุงแร่  โรงงานผลิตสารอินทรีย์อื่น ๆ แต่น้ำธรรมชาติก็อาจจะมีกรดจากแร่ธาตุได้ เช่น  กรณีน้ำไหลผ่านเหมือง ต่าง ๆ  ซึ่งมีแร่ธาตุทำให้เกิดกรด  เช่นซัลไฟด์และเหล็กไพไรต์ (FeS2)          ซึ่งจะถูกเปลี่ยนไปเป็นกรดกำมะถันและเหล็กซัลเฟตโดยอาศัย  Sulfur oxidizing bacteria  ภายใต้สภาวะที่มีออกซิเจน                       

                3.5.2  ผลของความเป็นกรดที่มีต่อสัตว์น้ำ   ความเป็นกรดโดยตัวมันเอง ไม่ถือว่ามีสารมลพิษที่มี อันตรายต่อสัตว์น้ำเพียงแต่ใช้เป็นเครื่องมือแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างสารประกอบต่าง ๆ ที่ มีอยู่ในน้ำ     ผลที่เกิดขึ้นต่อสัตว์น้ำส่วนมากจะปรากฏในรูปของความเป็นกรดเป็นด่าง อย่างไรก็ตาม ความเป็นกรดของน้ำอาจจะมีผลทำให้ความเป็นพิษของสารพิษบางชนิดเปลี่ยนแปลงไปได้     เนื่องจากในแหล่งน้ำธรรมชาติโดยทั่วไปมีค่า pH อยู่ระหว่าง 4.5 ถึง 8.5       ค่าความเป็นกรดส่วนใหญ่จึงเกิดจากปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ

                 3.5.3  การวิเคราะห์หาค่าความเป็นกรดทำได้โดยการ ไตเตรท  การใช้เครื่องวัดความเป็นกรด

           3.6  ความกระด้าง ( Hardness )

                 ความกระด้างของน้ำ      โดยปกติจะเกิดจากปริมาณของ         เกลือพวกแคลเซี่ยม(Ca++)และแมกนีเซียม (Mg++)     รวมไปถึงโลหะบางชนิดที่มีประจุบวก เช่น Al++ ,  Fe++,  Mn++,  Sr++Zn++  ด้วยแต่ส่วนใหญ่จะเกิดจาก 2  ตัวแรก คือ Ca++ และ Mg++  เพราะมีอยู่ในน้ำเป็นปริมาณมาก       ดังนั้นจึงถือว่าความกระด้างของน้ำเป็นคุณสมบัติของน้ำซึ่งแทนค่าความเข้มข้นทั้งหมดของ   Ca++   และ Mg++    ซึ่งจะบอกในรูปของ  มิลลิกรัม/ลิตรของแคลเซี่ยมคาร์บอเนต        ในแหล่งน้ำจืด ปริมาณแคลเซียมมีมากกว่า แมกนีเซียมเสมอ            โดยปกติค่าความเป็นด่างและความกระด้างของน้ำจะมีความสัมพันธ์ไปในทาง เดียวกันเนื่องจากอิออน    ของแคลเซียม   แมกนีเซียม   ไบคาร์บอเนต และคาร์บอเนต    ในน้ำมีปริมาณ ใกล้เคียงกัน แต่ในบางครั้งพบว่าค่าความเป็นด่างสูงกว่าค่าความกระด้างมาก

                 3.6.1  ความกระด้างของน้ำ แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

                          3.6.1.1  ความกระด้างชั่วคราว เกิดจากเกลือแคลเซียมไบคาร์บอเนตหรือแมกนีเซียมไบ คาร์บอเนต   ละลายปนอยู่ในน้ำ เมื่อถูกความร้อน  เกลือที่ละลายอยู่ในน้ำจะตกตะกอนกลายเป็นหินปูน ทำให้ความกระด้างของน้ำหายไป

                          3.6.1.2  ความกระด้างถาวร       เกิดจากเกลือแคลเซียมคลอไรด์     แมกนีเซียมคลอไรด์  แคลเซียมซัลเฟต  แมกนีเซียมซัลเฟต  แคลเซียมคาร์บอเนต หรือแมกนีเซียมคาร์บอเนต    ละลายปนอยู่ในน้ำ เมื่อถูกความร้อน ความกระด้างของน้ำจะไม่หายไป  

                        ดังนั้นความกระด้างรวมของน้ำ (Total hardness)  จึงหมายถึงผลรวมของความกระด้างชั่วคราว และความกระด้างถาวร  คิดคำนวณออกมาในรูปของ Calcium carbonate (CaCO3)

                 3.6.2  การแบ่งประเภทของน้ำตามระดับของความกระด้างได้ ดังต่อไปนี้

                          3.6.2.1  น้ำอ่อนมีความกระด้าง                               0   -     75     mg/l.as CaCO3           

                          3.6.2.2  น้ำกระด้างปานกลาง มีความกระด้าง         75  -     150   mg/l.as CaCO3

                          3.6.2.3  น้ำกระด้างค่อนข้างมาก มีความกระด้าง  150  -      300  mg/l.as CaCO3

                          3.6.2.4  น้ำกระด้างมาก มีความกระด้าง มากกว่า  300    mg/l.asCaCO3     

                        น้ำใต้ดินจะมีความกระด้างสูงกว่าน้ำบนดินเนื่องจากน้ำฝนมีคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ ใน ดินมีคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาของแบคทีเรีย คาร์บอนไดออกไซด์นี้จะรวมกับน้ำเกิด เป็นกรดคาร์บอนิค ซึ่งภายใต้สภาวะที่มี pH  ต่ำ พวกหินปูน เช่น CaCO3 และ MgCO3  จะถูกละลายน้ำ ได้ดี

                 3.6.3  ผลของความกระด้างที่มีต่อสัตว์น้ำ   ค่าความกระด้างโดยตัวมันเองไม่ถือว่าเป็นปัจจัย สำคัญที่ทำให้เกิดอันตรายต่อสัตว์น้ำ แต่ความกระด้างของน้ำมักจะมีความสัมพันธ์กับค่าความเป็นด่าง  (Alkalinity) และความเป็นกรดเป็นด่าง (pH)  ของน้ำ  ความกระด้างของน้ำช่วยลดพิษของสารพิษหลาย ชนิด  เช่น  พวกโลหะหนักต่าง ๆ ได้แก่ ปรอท  ตะกั่ว  แคดเมียม  ดังนั้นน้ำที่มีความกระด้างปานกลาง หรือสูงจึงมีความเหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสัตว์         ซึ่งควรจะอยู่ในช่วง 50 – 250 มิลลิกรัม/ลิตร  น้ำอ่อนโดยเฉพาะน้ำฝนไม่เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ  ในน้ำที่มีความเป็นด่างต่ำ  สามารถ เพิ่ม    ความกระด้างของน้ำได้โดยการเติมปูนขาว (Ca(OH)2)  ปูนบด (CaCO3)   หรือปูนเผา (CaO)  ส่วนน้ำที่ มีความเป็นด่างสูงอยู่แล้ว  ถ้าเติมพวกปูนขาวก็จะทำให้ความเป็นด่างสูงยิ่งขึ้น  อาจจะเติมพวกแคลเซี่ยมซัลเฟต (CaSO4)  ซึ่งมีชื่อทางการค้าว่า ยิปซั่ม  นอกจากจะเพิ่มค่าความกระด้างแล้วยังช่วยลดความเป็นด่างอีกด้วย  การใช้ยิปซั่มมีหลักการง่าย ๆ คือใช้ยิปซั่มในปริมาณที่มากพอที่จะทำให้ความกระด้างของน้ำมีค่าเท่ากับความเป็นด่าง

                                ปริมาณของยิปซั่มที่ต้องการ หาได้จากสมการ

                                ยิปซั่ม (มิลลิกรัม/ลิตร)  = (ความเป็นด่าง ความกระด้าง) x 202    

           3.7  ไนโตรเจน (Nitrogen)

                 สำหรับทางด้านประมง          จะศึกษาไนโตรเจนใน 3 รูปแบบ  คือ แอมโมเนีย (NH3,NH4+)  ไนไตรท์ (NO2-) และไนเตรท(NO3-)       เนื่องจากไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบหลักของโปรตีน ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของสิ่งมีชีวิต    สำหรับพืชสามารถใช้สารประกอบไนโตรเจนได้หลายรูปแบบมาทำการสังเคราะห์เป็นโปรตีนเช่น   ใช้ไนโตรเจนที่อยู่ในรูปของแอมโมเนีย(NH3)   หรือไนเตรท(NO3-)  สำหรับสัตว์ ไม่สามารถใช้ไนโตรเจนจากอากาศรวมทั้งสารอนินทรีย์ไนโตรเจน    มาทำการสังเคราะห์โปรตีนเหมือนกับพืชดังที่กล่าวมาแล้ว        สัตว์ต้องอาศัยโปรตีนจากพืชหรือจากสัตว์อื่นๆมาใช้ในการเจริญเติบโต   เมื่อสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ตายลง      สารประกอบโปรตีนในร่างกาย ก็จะถูกย่อยสลายเปลี่ยนไปเป็นแอมโมเนียนอกจากนี้ของเสียที่ถูกขับถ่ายออกมาจากสัตว์          จะมีสารประกอบพวกโปรตีนหรืออินทรีย์ไนโตรเจนที่ยังย่อยไม่หมด           ดังนั้นสารเหล่านี้จะถูกแบคทีเรียย่อยสลายให้เป็นแอมโมเนีย แอมโมเนียที่เกิดขึ้นอาจถูกพืชนำไปใช้ประโยชน์ ในการสร้างโปรตีนใหม่ ดังที่กล่าวมาแล้ว      แต่ถ้ามีปริมาณมากก็จะถูกออกซิไดซ์ กลายเป็นสารประกอบไนไตรท์ (NO2-)  และไนเตรท (NO3-)

                 นอกจากนี้บ่อปลาจะได้รับไนโตรเจนจากอากาศโดยตรง      โดยขบวนการถ่ายเทแลกเปลี่ยนระหว่างอากาศกับน้ำแล้ว             ยังมีแบคทีเรียในดินก้นบ่อสามารถตรึงไนโตรเจน (Nitrogen fixation)จากอากาศอีกทางหนึ่งด้วย  แบคทีเรียกลุ่มนี้บางชนิดอาศัยอยู่ได้ทั้งในดินก้นบ่อ และในน้ำและ นอกจาก แบคทีเรียแล้วสาหร่ายเขียวแกมน้ำเงินก็สามารถตรึงไนโตรเจนได้เช่นกัน  ส่วนใหญ่ได้แก่ สาหร่ายในสกุล Nostco,  สกุล Anabaena และสกุล Anabenopsis

                 ขณะเดียวกันไนโตรเจนที่น้ำในบ่อปลาได้รับ       จะถูกสิ่งที่มีชีวิตใช้ในการสร้างโปรตีนในร่างกาย  ซึ่งจะทำให้ไนโตรเจนสูญเสียไปจากบ่อปลา นอกจากนี้ยังมีแบคทีเรียซึ่งทำหน้าที่ลดออกซิเจน  ในไนเตรทให้เป็นไนไตรท์  จากไนไตรท์ให้เป็นไนตริกออกไซด์            และก๊าซไนโตรเจนตามลำดับ  ก๊าซไนโตรเจนจะระเหยขึ้นสู่อากาศ  ขบวนการนี้เรียกว่า      Denitrification      มักเกิดขึ้นในสภาพขาดออกซิเจน (Anaerobic)

นอกจากนี้น้ำในบ่อปลาจะสูญเสียไนโตรเจนโดยการระเหยในรูปของก๊าซแอมโมเนียอีกทางหนึ่ง

                 3.7.1  แอมโมเนีย แอมโมเนียเราจะพบได้ 2 รูปแบบ คือ แอมโมเนียอิออนซึ่งแตกตัวได้ง่าย (Ionized ammonia NH4+) ส่วนใหญ่จะพบในสภาพน้ำเป็นกรด            กับก๊าซแอมโมเนีย ซึ่งไม่แตกตัว (Unionized ammonia NH3)  ซึ่งมักพบมากในสภาพน้ำเป็นด่างและอุณหภูมิสูง

                        รูปแบบของแอมโมเนียที่เป็นพิษต่อสัตว์น้ำจะอยู่ในรูปที่ไม่แตกตัว (NH3) ความเป็นพิษของอันอิออนไนซ์แอมโมเนีย   เพิ่มมากขึ้นเมื่อปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำมีปริมาณต่ำและพิษของ อันอิออนไนซ์แอมโมเนียลดลง ถ้าในน้ำมีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์สูงเพราะว่าคาร์บอนไดออกไซด์ ในน้ำทำให้ความเป็นกรดเป็นด่างของน้ำลดลงส่วนแอมโมเนียในรูปที่แตกตัว (NH4+)       จะไม่มีพิษต่อสัตว์น้ำ  นอกจากจะมีความเข้มข้นสูงมาก ๆ    สำหรับแอมโมเนียในรูปไม่แตกตัวนั้นจะมีความสามารถในการแพร่กระจายผ่านผนังเซลล์ได้ดี    เนื่องจากไม่มีประจุไฟฟ้าและสามารถละลายได้ดีในไขมัน  ซึ่งเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของผนังเซลล์ การให้อาหารที่มีโปรตีนสูงในบ่อปลา เศษอาหารหรือของเสียที่มีอยู่จะทำให้ปริมาณแอมโมเนียในน้ำสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นพิษต่อสัตว์น้ำได้

                 3.7.2  ไนไตรท์  สารประกอบไนโตรเจนอีกตัวคือไนไตรท์ ซึ่งจะมีพิษต่อสัตว์น้ำสูงไนตรท์เป็นสารที่เกิดขึ้นจากขบวนการ   Nitrification  โดยมีการเปลี่ยนแปลงมาจากแอมโมเนีย  ในสภาวะที่มี pH ต่ำหรือเป็นกรดจะมีปริมาณไฮโดรเจนอิออนสูง  ซึ่งไฮโดรเจนอิออนจะทำปฏิกิริยากับไนไตรท์ได้ กรดไนตรัส (Nitrous acid) 

                        สำหรับกรดไนตรัสจะมีความเป็นพิษต่อสัตว์น้ำสูงกว่าไนไตรท์     ดังนั้นเมื่อค่า pH  ต่ำ  ต้องระมัดระวังความเป็นพิษของไนไตรท์ที่จะทำอันตรายต่อสัตว์น้ำได้    ในสภาวะปกติไนไตรท์ในน้ำ มักไม่ค่อยก่อให้เกิดปัญหา    นอกจากจะเกิดการสะสมจนกระทั่งถึงระดับที่เป็นพิษ  ในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ จะมีโอกาสสะสมไนไตรท์จนถึงระดับที่เป็นพิษได้ โดยเฉพาะบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีการหมุนเวียนของน้ำ ที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ ระดับความเข้มข้นของไนไตรท์ในบ่อปลาไม่ควรเกิน  0.25  มิลลิกรัมต่อลิตร

                        ความเป็นพิษของแอมโมเนียและไนไตรท์ในบ่อเลี้ยงปลา สามารถลดได้โดยใช้เกลือแกง ( NaCl ) ในอัตราประมาณ 200-250 กิโลกรัม/ไร่ ทุกๆ 1-2 อาทิตย์

                 3.7.3  ไนเตรท สำหรับสารประกอบไนโตรเจนตัวสุดท้ายที่จะกล่าวถึง คือ ไนเตรท  ไนเตรทมีความสำคัญต่อการเจริญของแพลงตอนพืชและพืชน้ำ  ดังนั้นปริมาณไนเตรทจึงสามารถบอกกำลังการ ผลิต (Productivity)  ของแหล่งน้ำได้  ซึ่งแพลงตอนพืชจะใช้ไนเตรทในการสร้างโปรตีน  แหล่งที่ได้มา   ได้มาจากบวนการ อ๊อกซิเดชั่นไนไตรท์ เป็นไนเตรท  ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น    นอกจากนี้ยังได้มาจากการใส่ปุ๋ยซึ่งมีธาตุไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบ  ทางด้านประมงไนเตรทไม่ถือว่ามีความเป็นพิษต่อสัตว์น้ำโดยตรงนอกเสียจากมีความเข้มข้นสูงมาก           แต่จะทำให้เกิดปัญหาทางอ้อมในกรณีที่ไนเตรทได้เปลี่ยนสภาพมาจากไนไตรท์ และแอมโมเนีย

           3.8  ไฮโดรเจนซัลไฟด์(Hydrogen  sulfide)

                ในสภาพที่ในน้ำไม่มีออกซิเจนแบคทีเรียจะย่อยสลายอินทรีย์สารในน้ำ  โดยดึงเอาออกซิเจน จากสารประกอบพวกซัลเฟต(SO= 4 )ไปใช้ทำให้เกิด ซัลไฟด์( S= ) และไฮโดรเจนซัลไฟด์ ( H2S )

                 ไฮโดรเจนซัลไฟด์เป็นก๊าซที่มีกลิ่นเหม็น  จึงเรียกว่าก๊าซไข่เน่า  น้ำที่มีก๊าซ ไฮโดรเจนซัลไฟด์นี้จะมีสีดำคล้ำและมีกลิ่นเหม็น

                 3.8.1  รูปแบบของไฮโดรเจนซัลไฟด์    ไฮโดรเจนซัลไฟด์พบในแหล่งน้ำจะมี 2 รูปแบบ คือ 

                          3.8.1.1  ไฮโดรเจนซัลไฟด์ในรูปไม่แตกตัว  (Unionized  form)  ได้แก่  H2S  ซึ่งพบว่าเป็นพิษต่อสัตว์น้ำสูง         ซึ่งจะพบได้ในสภาวะที่มี  pH  ต่ำกว่า 8 แบคทีเรียยังสามารถออกซิไดซ์ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ให้กลายเป็นกรดกำมะถัน (H2SO4)  ทำให้น้ำมีสภาพเป็นกรด

                          3.8.1.2   ไฮโดรเจนซัลไฟด์ในรูปที่แตกตัว (Ionized form)  ได้แก่ HS-  และ  S- ซึ่งจะเป็นพิษต่อสัตว์น้ำต่ำจะปรากฏเมื่อค่า pH ของน้ำสูงกว่า 8

           3.9  ความเค็มของน้ำ (Salinity)

                 ความเค็มของน้ำ (Salinity) หมายถึง    ปริมาณของแร่ธาตุต่าง ๆโดยเฉพาะโซเดียมคลอไรด์ที่ละลายอยู่ในน้ำ   การวัดคิดเป็นหน่วยน้ำหนักของสารดังกล่าว เป็นกรัมต่อกิโลกรัมของน้ำ หรือส่วนในพันส่วน (Part per thousand ตัวย่อ  ppt)   ความเค็มของน้ำจะแตกต่างกันออกไป   น้ำจืดจะมีค่าความเค็ม เท่ากับ 0  น้ำทะเลมีค่าความเค็มเฉลี่ยประมาณ 35 ส่วนในพัน      ในด้านการประมงสามารถแบ่งน้ำออก ตามระดับความเค็มได้ดังนี้

                 น้ำจืด(fresh  water)                     มีความเค็มระหว่าง             0-0.5      ppt.

                 น้ำกร่อย(brackish  water )         มีความเค็มระหว่าง             0.5-30.0 ppt.

                 น้ำเค็ม(sea  water)                       มีความเค็มมากกว่า             30           ppt. ขึ้นไป

           3.10  ฟอสฟอรัส (Phosphorus)           

                   ฟอสฟอรัสหรือฟอสเฟต  ที่พบในแหล่งน้ำธรรมชาติมีความสำคัญต่อการประมง  เนื่องจาก มีความสำคัญและจำเป็นต่อการดำรงชีพของพืชและสัตว์    โดยเฉพาะพืชซึ่งจะใช้ในการสังเคราะห์แสง   โดยปกติฟอสฟอรัสจะสะสมอยู่ในดิน หินแร่หรือแหล่งสะสมอื่นๆ จะปลดปล่อยออกมาในรูปที่ละลายน้ำได้โดยการชะล้าง     พืชและสัตว์น้ำจะนำไปใช้ในการเจริญเติบโตและสร้างProtoplasm      เนื่องจาก ฟอสฟอรัสเป็นธาตุอาหารที่มีความจำเป็นต่อพืช  โดยเฉพาะแพลงตอนพืชซึ่งจะเป็นการสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แก่แหล่งน้ำ      แต่ถ้ามีมากเกินไปจะทำให้เกิดสภาวะเสื่อมโทรมของแหล่งน้ำ มีผู้รายงานว่า หากแหล่งน้ำธรรมชาติมีฟอสฟอรัสสูงเกินกว่า 0.1 มิลลิกรัม/ลิตร   จัดว่าแหล่งน้ำนั้นมีอาหารธรรมชาติ มากเกินไป และแหล่งน้ำที่มีปัญหามลภาวะจะมีฟอสฟอรัสสูงกว่า 0.6 มิลลิกรัม/ลิตร   แต่อย่างไรก็ตามปริมาณฟอสฟอรัสในน้ำไม่ได้ทำให้เกิดเป็นพิษ  เพียงแต่เป็นตัวการในการทำให้อัตราการเจริญเติบโต ของพืชน้ำสูง ในการควบคุมป้องกันปัญหาการเสื่อมโทรมของแหล่งน้ำจึงกำหนดไว้ว่าไม่ควรมีปริมาณ ของฟอสฟอรัสเกินกว่า 0.03 มิลลิกรัม/ลิตร

                 3.10.1  ประเภทของฟอสฟอรัสที่พบในแหล่งน้ำ      ฟอสฟอรัสที่พบในแหล่งน้ำมีอยู่ 2 แบบคือ

                          3.10.1.1  สารประกอบพวกอินทรีย์ฟอสเฟต(organic  phosphates)   ได้แก่สารประกอบฟอสฟอรัสที่เกิดจาก      ขบวนการทางชีวและฟอสฟอรัสที่รวมอยู่กับสารอินทรีย์ต่างๆ   เช่น     โปรตีน คาร์โบไฮเดรท เป็นต้น   และรวมทั้งฟอสฟอรัสที่อยู่กับซากพืชซากสัตว์

                          3.10.1.2  สารประกอบพวกอนินทรีย์ฟอสเฟต(inorganic  phosphates)เป็นสารประกอบฟอสเฟตที่พบในแหล่งน้ำทั่วๆไป ซึ่งได้รับมาจากน้ำทิ้งจากกิจกรรมต่างๆ

                 3.10.2  แหล่งที่มาของฟอสฟอรัสในน้ำ ฟอสฟอรัสเข้ามาปะปนกับน้ำธรรมชาติได้หลายทาง  เช่น  การถูกชะล้างโดยน้ำฝน  จากน้ำทิ้ง   โรงงานอุตสาหกรรม   จากการใช้ผงซักฟอกหรือล้างถ้วยชาม  จากปุ๋ยเพื่อการเกษตร จากซากพืชซากสัตว์ที่ตายและเกิดเน่าสลายเป็นต้น    การเติมปุ๋ยลงในบ่อปลาเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ขอแหล่งน้ำจะพบปริมาณฟอสฟอรัสสูงในระยะเริ่มแรกของการใส่ปุ๋ย    จากนั้นปริมาณฟอสฟอรัสจะลดลงอย่างรวดเร็วและในเวลาเพียง 3 – 4 วัน หลังเติมปุ๋ย   จะพบฟอสฟอรัสเหลือ อย่างมากเท่ากับก่อนเติมปุ๋ยเท่านั้น          ฟอสฟอรัสส่วนที่หายไปบางส่วนถูกพืชนำไปใช้  บางส่วนถูกดูดกลืนโดยตะกอนดินและตกตะกอนลงสู่กันบ่อ    การให้อาหารก็เช่นกัน  ฟอสฟอรัสในอาหารส่วนที่ปลากินจะถูกเปลี่ยนเป็นอินทรีย์ฟอสฟอรัสในตัวปลา     ส่วนที่ปลากินไม่ทันจะละลายน้ำ บางส่วนถูก พืชนำไปใช้  บางส่วนตกตะกอนเช่นเดียวกันกับปุ๋ย

           3.11  คลอรีน(Chlorine) 

                  ปกติในแหล่งน้ำธรรมชาติจะไม่มีคลอรีนปะปนอยู่       แต่ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำบางครั้งมี ความจำเป็นต้องมีการใช้คลอรีนในการฆ่าเชื้อโรคหรือพยาธิบางชนิดในบ่อปลา   หรือในบางครั้งผู้เพาะ ปลาใช้น้ำประปาซึ่งมีคลอรีนปะปนอยู่    เนื่องจากคลอรีนปริมาณเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำอันตรายต่อสัตว์น้ำได้       จากผลการทดลองในห้องปฏิบัติการกับปลากะพงขาวและกุ้งก้ามกราม  พบว่าคลอรีนในระดับความเข้มข้นประมาณ 0.2-0.5 มิลลิกรัม/ลิตร        สามารถทำให้สัตว์ทดลองตายภายใน 48 ชั่วโมง และถ้าอุณหภูมิสูงขึ้นความเป็นพิษของคลอรีนก็จะสูงขึ้นด้วย      ดังนั้นน้ำที่จะนำมาใช้ในการเพาะเลี้ยง สัตว์น้ำจึงไม่ควรมีคลอรีนหลงเหลืออยู่เลย    ถ้าหากจะมีก็ไม่ควรเกินกว่า 0.01 มิลลิกรัม/ลิตร การกำจัด คลอรีนทำได้โดยพักน้ำไว้สักระยะหนึ่งและมีการให้อากาศ          คลอรีนที่หลงเหลือยู่จะทำปฏิกิริยากับ สารประกอบอื่น ๆ ในน้ำและจะถูกทำลายโดยแสงสว่าง         หรืออาจจะกำจัดโดยการเติมสารโซเดียม ไธโอซัลเฟต (Na2S2O3) 

           3.12  สารพิษ (Toxicants)

                   ปัจจุบันแหล่งน้ำธรรมชาติมักจะปนเปื้อนด้วยสารชนิดต่าง ๆ ซึ่งมีอันตรายต่อสัตว์น้ำโดย เกิด จากน้ำทิ้งของโรงงานอุตสาหกรรม การเกษตรกรรม ที่อยู่อาศัย  เนื่องจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำต้อง อาศัยแหล่งน้ำธรรมชาติ   สารพิษเหล่านี้จึงมีผลกระทบต่อการเลี้ยงสัตว์น้ำโดยตรง

                 3.12.1  ประเภทของสารพิษ  สารพิษที่จะกล่าวถึงมี  2  ประเภท  คือ

                          3.12.1.1  โลหะหนัก (Heavy metal)    เป็นสารพิษที่ถูกปล่อยจากโรงงานอุตสาหกรรมเป็นส่วนใหญ่ เช่น ปรอท (Hg)  ทองแดง (Cu)  แคดเมียม (Cd)  ตะกั่ว (Ph)  สังกะสี (Zn)  และโครเมียม (Cr)  สารเหล่านี้สามารถทำอันตรายต่อสัตว์น้ำในระดับความเข้มข้นต่ำ และสะสะสมอยู่ในร่างกายสัตว์  ซึ่งจะถ่ายทอดมายังผู้บริโภคได้

                          3.12.1.2  สารเคมีเกษตร (Pesticides)ซึ่งได้มาจากการทำเกษตร      โดยการใช้สารกำจัดแมลงศัตรูพืช (Insecticides)  สารปราบวัชพืช (Herbicides)  สารกำจัดเชื้อรา (Fungicides)  ซึ่งมีมากมายหลายร้อยชนิด  บางชนิดสลายตัวเร็ว  บางชนิดสลายตัวช้า

4.  คุณสมบัติทางชีวภาพของน้ำ

           ในแหล่งน้ำธรรมชาติ  อาจจะแบ่งแหล่งน้ำออกได้เป็น 2 แหล่งใหญ่ คือ  แหล่งน้ำจืด    อันได้แก่  แม่น้ำ   ลำคลอง  ห้วยหนองคลองบึง  และแหล่งน้ำเค็ม  ได้แก่ ทะเล  มหาสมุทร  ในแหล่งน้ำเหล่านี้จะมีสิ่งที่มีชีวิตสำคัญ  ได้แก่ แพลงตอน  พืชน้ำ  สัตว์น้ำ  และจุลชีพต่าง ๆ      ในทางประมงไม่ว่าจะเป็นแพลงตอน  พืชน้ำ สัตว์น้ำ หรือจุลชีพ  จะมีทั้งประโยชน์และโทษต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ  ซึ่งพอจะแบ่ง กล่าวได้ดังต่อไปนี้

           4.1  แพลงตอน (Plankton)               

                 แพลงตอนเป็นสิ่งมีชีวิตที่แขวนลอยอยู่ในน้ำ เนื่องจากลักษณะทางกายภาพและขนาดทำให้ แพลงตอนไม่สามารถรักษาการเคลื่อนที่ต้านต่อกระแสน้ำได้        จึงลอยไปตามทิศทางของกระแสน้ำ       แพลงตอนมีอยู่  2  ชนิด  คือ

                 4.1.1  แพลงตอนพืช (Phytoplankton)  แพลงตอนพืช   เป็นสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่มีความสำคัญมากที่สุด  เพราะเป็นผู้ผลิตเบื้องต้น       ปริมาณแพลงตอนพืชมีอิทธิพลต่อคุณสมบัติของน้ำอย่างมาก โดยแพลงตอนพืชจะดึงแอมโมเนียจากน้ำไปใช้  ทำให้ปริมาณแอมโมเนียในน้ำลดลง         เมื่อทำการสังเคราะห์แสงแพลงตอนพืชจะใช้กาซคาร์บอนไดออกไซด์จากน้ำ  และให้กาซออกซิเจนแก่แหล่งน้ำ แต่ถ้ามีปริมาณแพลงตอนพืชมากเกินไป      อัตราการสังเคราะห์แสงและการหายใจที่สูง จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของค่าออกซิเจนที่ละลายในน้ำและค่าความเป็นกรดเป็นด่างในช่วงกว้าง      ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อปลาได้     และเมื่อแพลงตอนพืชที่มีเป็นจำนวนมากตายลงจะเน่าสลายทำให้เกิดปัญหาการขาดออกซิเจน    เกิดการปล่อยแอมโมเนียและคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาซึ่งเป็นอันตรายกับปลาในบ่อ   บ่อเลี้ยงปลาที่มีการเลี้ยงแบบใส่ปุ๋ย หรือให้อาหารเป็นประจำ      จะมีแพลงตอนพืชเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก     เพราะว่ามีธาตุอาหารอุดมสมบูรณ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟอสเฟตและไนเตรต ในระยะที่แพลงตอนพืชเหล่านี้เจริญขึ้นมาเป็นจำนวนมากเราเรียกว่า Plankton bloom  การ bloom     ของแพลงตอนจะทำให้น้ำบริเวณนั้นเปลี่ยนสีไปตามสีของแพลงตอนพืชชนิดนั้น ๆ ด้วย     แพลงค์ตอนพืชที่พบมีหลายชนิดที่สำคัญได้แก่ ไดอะตอม (Diatom)สาหร่าย (Algae)ไดโนแฟลกเจลเลต (Dinoflagellate)คอกโคลิโทเฟอร์ (Coccolithophores)        ซิลิโคแฟลกเจลเลต (Silicoflagellate)        คริโซโมแนต (Chryxomonads)  คริฟโตโมแนต (Cryptomonads) 

                 4.1.2  แพลงตอนสัตว์ (Zooplankton) พวกนี้จะเจริญเติบโตโดยอาศัยอินทรีย์สาร  แบคทีเรีย แพลงตอนพืช   กินเป็นอาหาร มีความสำคัญต่อการเพาะเลี้ยงในแง่ทีเป็นอาหารธรรมชาติให้กับปลาที่เลี้ยงแพลงตอนสัตว์ที่สำคัญ  ได้แก่     พวกโปรโตชัว (Protozoa)    โรติเฟอร์ (Rotifer)       ครัสเตเชียน (Crustacean) 

                 การควบคุมปริมาณแพลงตอนให้เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับการเพาะเลี้ยงปลา  ดังนั้นจึงควรควบคุมความขุ่นใสให้อยู่ในระดับ 30-60 เซ็นติเมตร

           4.2  พืชขนาดใหญ่(Macrophyte)

                 พืชขนาดใหญ่เป็นพืชน้ำที่มีโครงสร้างหลายเซลอาจแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มคือ

                 4.2.1  Floating  plant  เป็นพืชชั้นสูงมีใบและรากที่แท้จริง โดยลอยอยู่ที่ผิวน้ำ เช่น จอก แหน ผักตบชวา

                 4.2.2   Submerged  plant   เป็นพืชที่มีรากหยั่งลึกถึงพื้นท้องน้ำ    ใบอาจจะโผล่ขึ้นมาที่ผิวน้ำ หรือจมอยู่ในน้ำก็ได้  เช่น   สาหร่ายหางกระรอก

                 4.2.3  Emerged  plant  เป็นพืชที่มีรากหยั่งลึกลงสู่พื้นท้องน้ำ        อยู่ในบริเวณเขตน้ำตื้นหรือ บริเวณชายฝั่งที่มีความชื้นสูง  เช่นบัว กก  บอน

                 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตของพืชขนาดใหญ่ได้แก่ ความขุ่นของน้ำหากมีมากก็จะ ไปบดบังการส่องผ่านของแสงลงลู่แหล่งน้ำและสารอาหารซึ่งจะมีผลให้การเจริญเติบโตของแพลงตอน พืชเพิ่มข้นจึงจำกัดการเจริญเติบโตของพืชขนาดใหญ่

           4.3  สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังขนาดใหญ่(Macroinvertebrate)

                 สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังขนาดใหญ่ที่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งมีทั้งพวกแมลง หนอน หอยและ ครัสเตเชียนต่างๆ  สัตว์พวกนี้มีความสำคัญในฐานะอาหารของปลาในแหล่งน้ำ  และสัตว์พวก นี้จะมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง    พวกสารมลพิษที่ปนเปื้อนในน้ำ สัตว์พวกนี้สามารถใช้เป็นดัชนีชี้สภาวการณ์ของสารมลพิษ เพราะว่าสัตว์พวกนี้เคลื่อนที่อย่างมีขีดจำกัด และค่อนข้างมีช่วงชีวิตที่ยาว  ดังนั้นการศึกษาถึงผลกระทบที่เกิดจากมลพิษของน้ำ จึงมักจะศึกษาใน เชิง ปริมาณและคุณภาพของสัตว์พวกนี้

           4.4  ปลา

                 ปลาเป็นดัชนีทางชีวภาพที่สำคัญในการบ่งชี้คุณภาพน้ำ ปลาจัดอยู่ในลำดับขั้นสูงของสายใย อาหารซึ่งจะได้รับผลทั้งโดยทางตรงและทางอ้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำดังนั้นหากคุณภาพ น้ำเปลี่ยนแปลงจนทำให้สิ่งมีชีวิตอื่นๆในสายใยขั้นต่ำเกิดเปลี่ยนแปลงก็จะส่งผลให้ปลาเกิดการเปลี่ยน  แปลงตามไปด้วยทั้งในแง่คุณภาพและปริมาณ    ปลาบางชนิดมีความไวต่อสารมลพิษที่ปนเปื้อนจึงอาจ สามารถใช้ปลาเป็นดัชนีบ่งชี้คุณภาพน้ำได้ในระดับหนึ่ง

           4.5  เชื้อรา (Fungi)

                 ลักษณะของเชื้อราที่แตกต่างจากสาหร่ายเซลล์เดียวก็คือ  สาหร่ายเซลล์เดียวจะมีคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) ส่วนราไม่มีคลอโรฟิลล์  ดังนั้นราจึงไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้  เชื้อราจัดเป็นพืชชั้นต่ำ มี Vegetative cells มีชื่อเฉพาะว่าไมซีเลี่ยม(Mycelium)  ซึ่งประกอบด้วยไซโตปลาสซึม (Cytoplasm)  มีหลายนิวเคลียส เชื้อราส่วนใหญ่อยู่ได้ทั้งในดินและในน้ำดำรงชีวิตได้ด้วยการใช้ พลังงาน จากขบวนการหายใจหรือการหมักสลายของสารอินทรีย์ละลายในธรรมชาติ  บางชนิดดำรงชีวิตแบบปราสิต (Parasite)   อยู่บนพืชหรือสัตว์อื่น เชื้อราในน้ำจืดเจริญรวดเร็วในน้ำที่มีอินทรีย สารมาก เชื้อราที่เป็นสาเหตุทำให้ปลาเกิดโรคอยู่ในสกุล Saprolegia และ Achlya

           4.6  แบคทีเรีย (Bacteria)

                 โดยปกติแบคทีเรียจะเป็นจุลชีพเซลล์เดียว     มีรูปร่างเป็นแท่ง(Rod)  กลม (Coccus)หรือเป็นเกลียว (Spiral)   แต่ที่สำคัญที่สุดจะมีรูปร่างเป็นแท่งเคลื่อนไหวได้   บางครั้งอาจจะอยู่รวมกลุ่มหรือเป็นลูกโซ่   แบคทีเรียมีความสำคัญต่อการประมง     เนื่องจากเป็นจุลชีพที่ช่วยย่อยสลายอินทรีย์สารทั้งชนิดละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ    สามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศ   และช่วยเปลี่ยนสภาวะของไนโตรเจนให้เกิดความสมดุลทางธรรมชาติ     นอกจากนี้แบคทีเรียบางชนิดยังเป็นสาเหตุของการเป็นโรคของสัตว์น้ำ และทำให้เกิดสภาวะการขาดแคลนออกซิเจนในน้ำอีกด้วย จากการศึกษาพบว่า     แบคทีเรียในน้ำ จืด หลายชนิดเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ปลาน้ำจืดเกิดโรคแบคทีเรียดังกล่าวได้แก่  Aromonas Hydrophila, Edwardsiella   tarda,  Pasteurella   sp.,    Flexibacter  columnaris,    Pseudomonas     fluorescens และ Pseudomonas sp. เป็นต้น

5.  การจัดการคุณภาพน้ำให้เหมาะสมต่อการเลี้ยงปลา

           5.1  การปรับปรุงคุณภาพน้ำ

                 การที่จะควบคุมปรับปรุงได้ดีนั้นต้องอาศัยการสังเกตและตรวจสอบคุณภาพน้ำ ซึ่งทำได้โดย การดูสี   การวัดความขุ่นของน้ำโดยวิธีเบื้องต้น ใช้สายตาหรือเครื่องมือที่เกี่ยวข้องประกอบหรืออาจใช้ วิธีการไตเตรตกับสารเคมีก่อนทำการปรับปรุงจะได้ผลดี การปรับปรุงคุณภาพน้ำสามารถทำได้โดย

                 5.1.1   การพักน้ำ ปกติโดยทั่วไปในฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ  จำเป็นต้องมีอ่างเก็บน้ำประมาณ  30 – 40 % ของพื้นที่หรือฟาร์มเพาะลูกปลาจำเป็นต้องมีบ่อพักน้ำเสมอ เพื่อช่วยให้น้ำตกตะกอนมีสภาพ ที่ใสขึ้น    และยังช่วยลดปริมาณก๊าซพิษ    จากการระเหย เช่น  คลอรีน  NH4 ,    H2S การพักน้ำ เป็นการปรับปรุงคุณภาพน้ำ ขั้นต้น ซึ่งมีความจำเป็น

                 5.1.2   การกรองและการตกตะกอน     การใช้ตัวกรองโดยมีวัสดุต่าง ๆ      เช่น ทรายละเอียด ทรายหยาบ  หิน  กรวด และถ่าน   เป็นการกำจัดความขุ่น กลิ่น แต่ไม่สามารถกำจัดสารอินทรีย์หรือเชื้อโรค จุลินทรีย์ แบคทีเรีย สารพิษที่ปะปนมากับน้ำได้        การตกตะกอนอาจใช้สารเคมีใส่ลงในน้ำ เช่น สารส้ม CuSO4 หรือปุ๋ยเคมี ช่วยลดความขุ่นและปริมาณของแพลงตอนได้บ้าง การใส่ปูนขาวนอกจากช่วยลดความขุ่นแล้วยังช่วยปรับสภาพน้ำที่เป็นกรดได้และช่วยให้เกิดการตกตะกอนของสารแขวนลอย ได้

                 5.1.3   การระบายและเติมน้ำใหม่   ปกติวิธีการนี้นิยมใช้    ในการเลี้ยงแบบพัฒนาและมีการ   ปล่อยค่อนข้างหนาแน่นและมีการให้อาหารเน้นโปรตีนสูง      เช่น การเลี้ยงปลาดุก    การเลี้ยงกุ้งทะเล จำเป็นต้องมีการระบายน้ำเก่าโดยบริเวณพื้นบ่อออกประมาณ 1 ใน 3 ส่วน แล้วเติมน้ำใหม่ ปริมาณใน การถ่ายเทน้ำขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของคุณภาพน้ำเป็นเกณฑ์สำคัญ การถ่ายเทน้ำนอกจากได้น้ำใหม่แล้วยังช่วยให้คุณสมบัติบางตัวดีขึ้น เช่น อุณหภูมิ ความเป็นกรด-ด่าง ลดปริมาณก๊าซพิษ เช่น NH4 ,                                H2S และสารพิษ

                 5.1.4   การเติมอากาศหรือออกซิเจนลงในบ่อน้ำ เป็นการช่วยทำให้สภาพน้ำดีขึ้น    และนิยมมากในการเลี้ยงสัตว์น้ำในปัจจุบัน เนื่องจากมีการให้อาหารที่มีโปรตีนสูงในปริมาณที่มาก เป็นการช่วย ลดปริมาณก๊าซพิษ NH4 , H2S สารพิษ และช่วยให้สุขภาพของสัตว์น้ำดีขึ้น ทำให้โอกาสเป็นโรคน้อยลง

           5.2   การป้องกันและกำจัดเชื้อโรค

                 สารเคมีที่นิยมใช้ เช่น คลอรีน ฟอร์มาลิน ด่างทับทิม ปูนขาว และการใช้แสง UV ในการฆ่าเชื้อ    ควรคำนึงถึงผลของอุณหภูมิน้ำจะสูงขึ้น และค่าใช้จ่าย   ปริมาณการใช้ขึ้นอยู่กับชนิดของสัตว์น้ำ ปริมาณ     ชนิดของสารเคมี   เชื้อโรค และระยะเวลาการใช้        รายละเอียดจะกล่าวถึงในเรื่องโรคและการป้องกันรักษาโรค

           5.3  ความลึกของน้ำในบ่อ

                 จำเป็นต้องควบคุมให้ได้ระดับที่เหมาะสม มีค่าระหว่าง 1 – 1.5 เมตร   หากน้ำมีความลึกมาก เกินไป เช่น มากกว่า 2 เมตร จะทำให้ผลผลิตของแหล่งน้ำและปริมาณออกซิเจนพื้นบ่อลดลง เนื่องจาก แสงแดดส่องลงไม่ถึงพื้นบ่อ และมีโอกาสเกิดแก็สพิษบริเวณพื้นบ่อ            เนื่องจากจุลินทรีย์ย่อยสลายสารอินทรีย์ในสภาพที่ขาดออกซิเจน   นอกจากนี้อุณหภูมิของน้ำมีโอกาสเกิด Thermo Stratification จะมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิค่อนข้างมากระหว่างบริเวณกลางน้ำ       มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ  หากน้ำมีความลึกน้อยไป เช่น น้อยกว่า 50 ซม. อุณหภูมิของน้ำจะสูง และโอกาส เกิดความขุ่นได้มากขึ้น           ระดับน้ำลึกเกินไปทำให้มีการสูญเสียโอกาสในการกินอาหารของสัตว์น้ำ   และค่าใช้จ่ายในการถ่ายเทน้ำ

           5.4   การใช้ระบบหมุนเวียนในการเลี้ยง หรือการเลี้ยงระบบปิด

                 ซึ่งนิยมมากในการเลี้ยงสัตว์น้ำแบบเข้มข้น       ในบริเวณที่มีปัญหาแหล่งน้ำภายนอกหรือน้ำ จากธรรมชาติไม่เหมาะสมหรือมีจำกัด   กล่าวคือน้ำทิ้งจากการเลี้ยงจะนำไปตกตะกอนในบ่อพักเพื่อให้ ตกตะกอนและให้อาหารที่เหลือเพื่อเลี้ยงปลานิล หรือปลากระพงได้          แล้วนำน้ำไปเลี้ยงในบ่อหอย แพลงตอน หรือสาหร่าย    ซึ่งจะทำให้แร่ธาตุอาหารที่เหลือออกไปจากน้ำ จากนั้นนำน้ำไปเติมสารเคมี  เช่น ฟอร์มาลีน หรือคลอรีน และเติมอากาศ แล้วนำ กลับไปใช้ในการเลี้ยงใหม่

 

****************************************************

 

เอกสารอ้างอิง

 

โกสินทร์               พัฒนมณี. 2544. หลักการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ. สถาบันเทคโนโลยีราช

       มงคล. 112 หน้า 

ฉลวย  มุสิกะ, แววตา  ทองระอา, วันชัย  วงสุดาวรรณ  และอาวุธ  หมั่นหาผล.  2549. 

       สถานการณ์ คุณภาพน้ำชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ปี 2547.  วารสารการประมง 59

        (3):235-241

ธีรพงศ์  ไกรนรา.  2528.  ผลกระทบของแอมโมเนียต่อปลาดุกด้าน.  วิทยานิพนธ์

        ปริญญาโท. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ. 

นันทนา  คชเสนี.  2536.  คู่มือปฏิบัติการนิเวศวิทยาน้ำจืด.  สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์

        มหาวิทยาลัย,  กรุงเทพฯ.  117 น.

บัญญัติ  ศิริธนาวงศ์, ทวีพร  เนียมมาลัย, ธนากร  หงวนเล็ก  และสุพิศ  ทองรอด. 

        การศึกษาคุณภาพน้ำและอาหารในกระเพาะของปลาดุกทะเลในแหล่งอาศัย

        ธรรมชาติ.  วารสารการประมง 59(3):205-209

มะลิ   บุณยรัตนผลิน นิพนธ์ ศิริพันธุ์ และศิริ ทุกข์วินาศ. 2546. การเลี้ยงกุ้งทะเลระบบ

        อินทรีย์. กรมประมง. 115 หน้า.

ไมตรี  ดวงสวัสดิ์ และ จารุวรรณ  สมศิริ.  2528.  คุณสมบัติของน้ำและวิธีวิเคราะห์สำหรับ

        การวิจัยทางการประมง.  ฝ่ายวิจัยสิ่งแวดล้อมสัตว์น้ำ  สถาบันประมงน้ำจืดแห่งชาติ 

       กรมประมง, กรุงเทพฯ.115 น.

ไมตรี  ดวงสวัสดิ์.  (มปป.).   การควบคุมคุณสมบัติของน้ำในบ่อเลี้ยงปลา.  ฝ่ายวิจัยสิ่งแวด

        ล้อมสัตว์น้ำ สถาบันประมงน้ำจืดแห่งชาติ  กรมประมง, กรุงเทพฯ.  23 น.

วรรณะ  นนทนาพันธ์.  2529.  อิทธิพลของคุณสมบัติของน้ำต่อการเป็นโรคติดเชื้อ

         Aeromonas hydrophilla  แลการรักษาโรคในปลาดุกด้าน.  วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. 

        มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,กรุงเทพฯ. 

ศักดิ์ชัย  ชูโชติ.  2536.  การเลี้ยงปลาน้ำจืด.  สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์, กรุงเทพฯ.  201.

สุทธิชัย  ปทุมล่องทอง.  2548.  ปลาเศรษฐกิจคู่ชีวิตคนไทย.  สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์,

        กรุงเทพฯ. 69น.



Posted by samaban 2009-12-05 21:40:28 •  Comments (22) view 3,046 • 
    

ความคิดเห็นของ :Guest
 
 
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 1   เมื่อวันที่ 2009-12-15 13:16:12 

Guest


 



ดิฉันนางสาว วันวิสา    เอียดประพาล     ได้เข้ามาอ่านในหน่วยที่ 4แล้วค่ะ

  

ความคิดเห็นที่ 2   เมื่อวันที่ 2009-12-15 13:18:37 

Guest


 



กระผม นายกล้าณรงณ์  เครือวัลย์      



                            ได้เข้ามาอ่านในหน่วยที่ 4แล้วครับ


  

ความคิดเห็นที่ 3   เมื่อวันที่ 2009-12-15 13:19:11 

Guest


 



กระผม นายกล้าณรงณ์  เครือวัลย์      ปวช.2/3 เลขที่ 5



                            ได้เข้ามาอ่านในหน่วยที่ 4แล้วครับ


  

ความคิดเห็นที่ 4   เมื่อวันที่ 2009-12-15 13:20:06 

Guest


 



นางสาววันวิสา เอียดประพาล  ปวช.2/ 3 เลขที่ 4


  

ความคิดเห็นที่ 5   เมื่อวันที่ 2009-12-15 13:20:47 

Guest


 นางสาวจารุวรรณ  เจตนากุล    ปวช.2/ 3


  

ความคิดเห็นที่ 6   เมื่อวันที่ 2009-12-15 13:21:23 

Guest


 นางสาวจารุวรรณ  พรหมมา   ปวช.2/2


  

ความคิดเห็นที่ 7   เมื่อวันที่ 2009-12-15 13:21:50 

Guest


นางสาว สลิษา  ดำน้อย  ปวช.2/2


  

ความคิดเห็นที่ 8   เมื่อวันที่ 2009-12-15 13:22:10 

Guest


นางสาว สลิษา  ดำน้อย  ปวช.2/3


  

ความคิดเห็นที่ 9   เมื่อวันที่ 2009-12-21 10:48:13 

Guest


ดิฉัน  นางสาว  จารุวรรณ  พรหมมา ได้เข้อ่านหน่วยที่  4  เรียบร้อยแล้วคะ


  

ความคิดเห็นที่ 10   เมื่อวันที่ 2009-12-21 10:49:35 

Guest


ดิฉัน  นางสาว ณัฐติกานต์  แสงโชติ  ได้เข้อ่านหน่วยที่  4  เรียบร้อยแล้วคะ


  

ความคิดเห็นที่ 11   เมื่อวันที่ 2009-12-21 10:50:57 

Guest


ดิฉัน  นางสาว ณัฐติกานต์  แสงโชติ  ได้เข้าอ่านหน่วยที่  4  เรียบร้อยแล้วคะ  ปวช2/2  เลขที่25


  

ความคิดเห็นที่ 12   เมื่อวันที่ 2009-12-21 10:52:42 

Guest


ดิฉัน  นางสาว จารุวรรณ  พรหมมา  ได้เข้าอ่านหน่วยที่  4 เรือง  คุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงปลา เรียบร้อยแล้วคะ  ปวช2/2  เลขที่7


  

ความคิดเห็นที่ 13   เมื่อวันที่ 2009-12-21 11:05:34 

Guest


นาย  สง่า  คงสวัสดิ์   ปวช. 2/3  :P


  

ความคิดเห็นที่ 14   เมื่อวันที่ 2009-12-21 11:08:48 

Guest


 



 นางสาว  ผกาภรณ์  แซ่โฮ่  เลขที่  8  ชั้น  ปวช.2/2  ได้เข้ามาอ่านบทที่  4  เรื่องการจัดการคุณภาพน้ำในบ่อปลาแล้วค่ะ....นู๋พะแพงน์

  

ความคิดเห็นที่ 15   เมื่อวันที่ 2009-12-21 11:12:31 

Guest


 นาย  วุฒิพงค์  จันทสโร  เลขที่  6  ชั้น  ปวช.2/2  ได้เข้ามาอ่านแล้วคับ


  

ความคิดเห็นที่ 16   เมื่อวันที่ 2009-12-21 11:13:55 

Guest


 นาย  พีระพงค์  กังข์สังข์  เลขที่  3  ชั้น  ปวช.2/2  ได้เข้ามาอ่านแล้วคับ


  

ความคิดเห็นที่ 17   เมื่อวันที่ 2009-12-21 11:14:32 

Guest


 นาย  ธิติ  มณีสาย  เลขที่  1  ชั้น  ปวช.2/2  ได้เข้ามาอ่านแล้วคับ


  

ความคิดเห็นที่ 18   เมื่อวันที่ 2009-12-21 11:18:51 

Guest


;) นางสาว  สุภาณี  แซ่โฮ่  เลขที่ 11 ปวช 2/2  ;)



ได้เข้ามาศึกษาเนื้อหาในหน่วยที่ 4  เรียบร้อยแล้วค่ะ



                  :P:P:P:P:P:P:P:P:P:P


  

ความคิดเห็นที่ 19   เมื่อวันที่ 2009-12-21 11:20:34 

Guest


นาย  นราวิชญ์  บินร่าหมาน  เลขที่  17  ปวช 2/2


  

ความคิดเห็นที่ 20   เมื่อวันที่ 2009-12-21 11:21:55 

Guest


นาย  ชนม์พิสิฐ   จอมสุริยะ  เลขที่  12  ปวช. 2/2


  


22 record : 2 Page : 1 [ 2 ]Next